เตือนอย่าซื้อน้ำผลไม้ขวดสเปรย์ไม่มี อย.
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 17:16 น. ข่าวสดออนไลน์ http://www.matichon.co.th/khaoso ... E5EWXlPVEEyT1E9PQ==เตือนอย่าซื้อน้ำผลไม้ขวดสเปรย์ไม่มี อย. เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 มิ.ย. นางนัทธมน ยิ้มแย้ม รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.ราชบุรี นางวรลักษณ์ อนันตระกูล เภสัชกรชำนาญการ รักษาการหัวหน้าสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ตรวจสอบน้ำผลไม้ที่บรรจุอยู่ในขวดสเปรย์มีสติ๊กเกอร์ติดว่าน้ำผลไม้หลายสีสัน ที่โรงเรียนวัดเขาวังราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี หลังรับแจ้งจากอาจารย์กิจจา แสงสว่าง อาจารย์ 2 ระดับ 7 ซึ่งเป็นอาจารย์ในวิชาพลศึกษาของโรงเรียนวัดเขาวัง ว่าได้ทำการยึดขวดน้ำผลไม้แบบสเปรย์มาจากเด็กนักเรียนมากกว่า 100 ขวด ตรวจสอบทางโรงเรียนแจ้งว่าเนื่องจากเด็กเรียนในโรงเรียนแห่กันซื้อสเปร์ยน้ำหวานมาจากร้านขายขนมหน้าโรงเรียน แล้วนำมาฉีดใส่ปาก และฉีดเล่นใส่หน้าเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ทางโรงเรียนเกรงว่าจะมีอันตรายต่อเด็ก จึงได้ขอให้ทางสาธารณสุขจังหวัดมาตรวจสอบพบว่าขวดน้ำผลไม้ที่ทางโรงเรียนยึดมาได้ สูงประมาณ 8-10 ซม. เป็นขวดพลาสติก มีสีสันหลากสีมีรูปผลไม้ ด้านนอกขวดติดฉลากภาษาต่างชาติหลายภาษา มีทั้งภาษาพม่า ภาษาจีน มีวันเดือนปีที่ผลิต และวันหมดอายุ นอกจากนี้ยังมีตัวสารอาหารติดไว้ที่ข้างขวด มีทั้งกรดซิตริค โปรตัสเซียม และกลิ่นผลไม้ต่างๆ ทั้ง ส้ม องุ่น มะนาวและกลิ่นโคล่า โดยใช้ชื่อ แคนดี้ ไซรับ (Candy syrup) ระบุผลิตในประเทศจีน ภายในขวดมีน้ำผลไม้ตามสีและกลิ่นของผลไม้ มีฝาปิดที่เป็นฝาขวดสเปรย์ไว้สำหรับฉีดใส่ปาก ขายในราคาขวดละ 5 บาท ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่เด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆเป็นอย่างมาก นางนัทธมน กล่าวว่า หลังจากทางโรงเรียนได้เก็บขวดน้ำดังกล่าวมาจากเด็กนักเรียน จะต้องนำน้ำผลไม้ในขวดไปตรวจสอบว่ามีสารอาหารตามที่ระบุไว้ข้างขวดหรือไม่ และที่เห็นความผิดชัดคือไม่มี อ.ย.รับรอง ซึ่งจะต้องตรวจสอบตามร้านค้าที่นำมาขายด้วยว่ารับมาจากที่ใด และเป็นที่น่าสังเกตว่าการติดฉลากสินค้านั้นมีการติดกลับหัว คล้ายกับรีบติดฉลากเพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้า จึงเชื่อว่าอาจจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย แต่อาศัยชื่อของต่างประเทศเพื่อให้มองดูเป็นสินค้านำเข้า นอกจากนี้ก็จะต้องขอความร่วมมือร้านค้าอย่านำสินค้าชิ้นนี้มาขายเนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่มี อย. รับรอง และหากพบว่ายังมีการวางจำหน่ายอยู่ก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ป้องกันเส้นเลือด->ด้วยช้อกโกแลต
ป้องกันเส้นเลือดอุดตันด้วย ช็อกโกแลตดำ
นักวิจัยพบว่าช๊อกโกแลตดำเพียงวันละสองช้อนโต๊ะ หรือจะแปรรูปเป็นโกโก้ร้อน 1 แก้ว ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดได้พอๆ กับการกินยาแอสไพริน โครงการศึกษาผลจากยาแอสไพรินที่มีผลต่อเกร็ดเลือด โดยศาสตราจารย์ไดแอนน์เบกเกอร์ ผู้นำการวิจัยของมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดให้กลุ่มตัวอย่างออกกำลังกาย งดบุหรี่ และอาหารบางอย่าง เช่น ไวน์ ชากาแฟ และช๊อกโกแลตก่อนเข้ารับการทดลอง หลังจากนั้นนักวิจัยทำการเปรียบเทียบ ระยะเวลาที่เกล็ดเลือดจับตัวกันเป็นก้อน พบว่าเกล็ดเลือดของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่งดช๊อกโกแลต มีเกล็ดเลือดจับตัวกันช้ากว่า กลุ่มนักวิจัยจึงศึกษาเพิ่มเติมคุณสมบัติของเมล็ดโกโก้ และพบว่าในเมล็ดโกโก้มีสารเคมีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่มีผลทางชีวเคมีที่ออกฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินที่ช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เส้นเลือด และหลอดเลือดอุดตันที่อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด ก่อนหน้านี้ก็ได้มีรายงานการวิจัยที่ออกมาสนับสนุนประโยชน์ของช๊อกโกแลตอย่างต่อเนื่องอาทิ พบว่าในช๊อกโกแลตมีสารเพนเทเมอร์ที่ช่วยยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งได้และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แม้ว่าสารเคมีที่อยู่ในเมล็ดโกโก้จะมีผลดีต่อการไหลเวียนของโลหิตได้ดี แต่หากว่าร่างกายได้รับไขมันและน้ำตาลที่มากเกินไปก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจของคุณได้เช่นกันที่มา : คอลัมน์ Living Beware นิตยสาร ใกล้หมอปีที่ 30 ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2549
นักวิจัยพบว่าช๊อกโกแลตดำเพียงวันละสองช้อนโต๊ะ หรือจะแปรรูปเป็นโกโก้ร้อน 1 แก้ว ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดได้พอๆ กับการกินยาแอสไพริน โครงการศึกษาผลจากยาแอสไพรินที่มีผลต่อเกร็ดเลือด โดยศาสตราจารย์ไดแอนน์เบกเกอร์ ผู้นำการวิจัยของมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดให้กลุ่มตัวอย่างออกกำลังกาย งดบุหรี่ และอาหารบางอย่าง เช่น ไวน์ ชากาแฟ และช๊อกโกแลตก่อนเข้ารับการทดลอง หลังจากนั้นนักวิจัยทำการเปรียบเทียบ ระยะเวลาที่เกล็ดเลือดจับตัวกันเป็นก้อน พบว่าเกล็ดเลือดของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่งดช๊อกโกแลต มีเกล็ดเลือดจับตัวกันช้ากว่า กลุ่มนักวิจัยจึงศึกษาเพิ่มเติมคุณสมบัติของเมล็ดโกโก้ และพบว่าในเมล็ดโกโก้มีสารเคมีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่มีผลทางชีวเคมีที่ออกฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินที่ช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เส้นเลือด และหลอดเลือดอุดตันที่อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด ก่อนหน้านี้ก็ได้มีรายงานการวิจัยที่ออกมาสนับสนุนประโยชน์ของช๊อกโกแลตอย่างต่อเนื่องอาทิ พบว่าในช๊อกโกแลตมีสารเพนเทเมอร์ที่ช่วยยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งได้และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แม้ว่าสารเคมีที่อยู่ในเมล็ดโกโก้จะมีผลดีต่อการไหลเวียนของโลหิตได้ดี แต่หากว่าร่างกายได้รับไขมันและน้ำตาลที่มากเกินไปก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจของคุณได้เช่นกันที่มา : คอลัมน์ Living Beware นิตยสาร ใกล้หมอปีที่ 30 ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2549
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ช่วงช่วง กะ หลินฮุ่ย
- - - ช่วง ช่วง (CHUANG CHUANG)
หมีแพนด้า เพศผู้ อายุ 5 ปี เกิดวันที่ 6 สิงหาคม 2543
พ่อชื่อ ชิงชิง แม่ชื่อ ไป่แฉว บ้านเกิดอยู่ที่ ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ปัจจุบันน้ำหนัก 150 กิโลกรัม อาศัยอยู่ ณ สวนสัตว์เชียงใหม่
- - - หลินฮุ่ย (LIN HUI)
หมีแพนด้า เพศเมีย อายุ 4 ปี เกิดวันที่ 28 กันยายน 2544
พ่อชื่อ พ่านพ่าน แม่ชื่อ ถาง ถาง บ้านเกิดอยู่ที่ ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ปัจจุบันน้ำหนัก 110 กิโลกรัม อาศัยอยู่ ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ ประเทศ
หมีแพนด้า เพศผู้ อายุ 5 ปี เกิดวันที่ 6 สิงหาคม 2543
พ่อชื่อ ชิงชิง แม่ชื่อ ไป่แฉว บ้านเกิดอยู่ที่ ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ปัจจุบันน้ำหนัก 150 กิโลกรัม อาศัยอยู่ ณ สวนสัตว์เชียงใหม่
- - - หลินฮุ่ย (LIN HUI)
หมีแพนด้า เพศเมีย อายุ 4 ปี เกิดวันที่ 28 กันยายน 2544
พ่อชื่อ พ่านพ่าน แม่ชื่อ ถาง ถาง บ้านเกิดอยู่ที่ ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ปัจจุบันน้ำหนัก 110 กิโลกรัม อาศัยอยู่ ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ ประเทศ
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
รำลึกพฤษภาทมิฬ
พฤษภาทมิฬ เป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 นำไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
เนื้อหา[ซ่อน]
1 ชนวนเหตุ
1.1 พรรคเทพ พรรคมาร
2 การต่อต้านของประชาชน
2.1 แผนไพรีพินาศ
2.2 กระแสพระราชดำรัส
3 ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535
4 ดูเพิ่ม
5 อ้างอิง
6 แหล่งข้อมูลอื่น
//
[แก้] ชนวนเหตุ
เหตุการณ์ครั้งนี้ เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซึ่ง รสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาลพยายามทำลายสถาบันทหาร โดยหลังจากยึดอำนาจ คณะ รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่
หลังจากร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยพรรคที่ได้จำนวนผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรม (79 คน) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการรวมตัวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ คือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรคราษฎร[1] และมีการเตรียมเสนอนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีผู้แทนมากที่สุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ นั้นเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด
ในที่สุด จึงมีการเสนอชื่อ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเมื่อได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้, ในระหว่างที่มีการทักท้วงโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย, ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกประกาศใช้
[แก้] พรรคเทพ พรรคมาร
พรรคเทพ พรรคมาร เป็นคำที่สื่อมวลชนใช้เรียกกลุ่มพรรคการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน พรรคที่ถูกเรียกว่า พรรคเทพ คือพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน ไม่สนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้นำคณะรัฐประหาร รสช. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และได้ประกาศต่อสาธารณะมาตลอดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่กระแส "นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง" เป็นกระแสหลักของสังคมไทยในขณะนั้น พรรคเทพ ประกอบด้วย 4 พรรคการเมืองคือ พรรคความหวังใหม่ (72 เสียง) พรรคประชาธิปัตย์ (44 เสียง) พรรคพลังธรรม (41 เสียง) และพรรคเอกภาพ (6 เสียง)
ในขณะที่ พรรคมาร คือพรรคที่สนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ประกอบด้วยพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม (79 เสียง) พรรคชาติไทย (74 เสียง) พรรคกิจสังคม (31 เสียง) พรรคประชากรไทย (7 เสียง) และพรรคราษฎร (4 เสียง) ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีกระแสเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และทั้ง 5 พรรคนี้ต่างเคยตอบรับมาก่อน แต่ในที่สุดกลับหันมาสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร และเห็นว่าเป็นการพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร (รสช.)
[แก้] การต่อต้านของประชาชน
การชุมนุมในเวลากลางคืนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กำลังปราศรัย
พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและสมาชิกในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ แต่ภายหลังได้มารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งไม่ตรงกับที่เคยพูดไว้. เหตุการณ์นี้ จึงได้เป็นที่มาของประโยคที่ว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ" และเป็นหนึ่งในชนวนให้ฝ่ายที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำการเคลื่อนไหวอีกด้วย
การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา ดังกล่าว นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ตามมาด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
หลังการชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเมษายน เมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหารเข้ามารักษาการในกรุงเทพมหานคร และเริ่มมีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในบริเวณราชดำเนินกลาง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งในคืนวันที่ 17 พฤษภาคม ขณะที่มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังถนนราชดำเนินกลางเพื่อไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวนของประชาชน เริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางจุด และมีการบุกเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง จากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 18 พฤษภาคม รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินจากนั้นจึงเข้าสลายการชุมนุมในเข้ามืดวันเดียวกันนั้น ตามหลักฐานที่ปรากฏมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
ก่อนเที่ยงวันที่ 18 พฤษภาคม ทหารได้ควบคุมตัว พล.ต. จำลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราชดำเนินกลาง และรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับและรายงานข่าวทางโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกช่องยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมมีการตั้งแนวป้องกันการปราบปรามตามถนนสายต่าง ๆ ขณะที่รัฐบาลได้ออกประกาศจับแกนนำอีกเจ็ดคน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, น.พ. เหวง โตจิราการ, น.พ. สันต์ หัตถีรัตน์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, น.ส. จิตราวดี วรฉัตร และนายวีระ มุสิกพงศ์ และยังปรากฏข่าวรายงานการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในหลายจุดและเริ่มเกิดการปะทะกันรุนแรงมากขึ้นในคืนวันนั้นในบริเวณถนนราชดำเนิน
19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมากขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้ พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้ำว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ความสงบและไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมอีก แต่ยังปรากฏการรวมตัวของประชาชนใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในคืนวันเดียวกัน และมีการเริ่มก่อความไม่สงบเพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มจักรยานยนต์หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เช่นการทุบทำลายป้อมจราจรและสัญญาณไฟจราจร
วันเดียวกันนั้นเริ่มมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน ขณะที่สื่อของรัฐบาลยังคงรายงานว่าไม่มีการสูญเสียชีวิตของประชาชน แต่สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานภาพของการสลายการชุมนุมและการทำร้ายผู้ชุมนุม หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยบางฉบับเริ่มตีพิมพ์ภาพการสลายการชุมนุม ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศให้มีการตรวจและควบคุมการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อมวลชนเอกชนในประเทศ
[แก้] แผนไพรีพินาศ
แผนไพรีพินาศ เป็นแผนยุทธการจัดวางกองกำลังและสลายการชุมนุม ในลักษณะของแผนเผชิญเหตุ จัดทำขึ้นโดยกองกำลังรักษาพระนครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบ ได้แก่ ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน นำไปปฏิบัติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 และ พ.ศ. 2529 ได้มีการพัฒนาปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น
ส่วนแผนที่มีผลบังคับใช้ขณะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือ แผนไพรีพินาศ/33 ซึ่งมี 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นการเตรียมการ โดยให้ทุกกองกำลังออกหาข่าว รวบรวมข่าวสาร และเตรียมกำลัง เจ้าหน้าที่ รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการปฏิบัติการ
ขั้นป้องกัน ใช้กองกำลังตำรวจในการสกัดกั้น ให้การประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ก่อความไม่สงบ ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์โดยถูกต้องและยุติการกระทำเอง ทางเจ้าหน้าที่จะปิดล้อมพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งอารักขาสถานที่และบุคคลสำคัญของประเทศ
ขั้นปราบปรามรุนแรง หากการปฏิบัติการขั้นที่ 2 หรือกองกำลังตำรวจไม่สามารถที่จะระงับสถานการณ์ได้สำเร็จ และสถานการณ์ทวีความรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้แล้ว จึงใช้กองกำลังของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เข้าระงับยับยั้งยุติภัยคุกคาม
ขั้นสุดท้าย คือ การส่งมอบพื้นที่และความรับผิดชอบ ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนหรือตำรวจรับผิดชอบต่อไป เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
[แก้] กระแสพระราชดำรัส
วิกิคำคม มีคำคมที่กล่าวโดย หรือเกี่ยวกับ:พระราชดำรัสเนื่องในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
หลักจากเหตุโศกนาฏกรรมได้ผ่านไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้เชิญพลเอก สุจินดา และ พลตรี จำลอง ให้เข้าเฝ้า และได้มีกระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่พลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 หลังจากนั้นพลเอกสุจินดาก็ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์รองนายกรัฐมนตรี ให้รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพลางไปก่อน
[แก้] ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้า
พล.ต.จำลองถูกจับกุม
23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 - คณะ รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
22 มีนาคม พ.ศ. 2535 - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ พรรคสามัคคีธรรม ของนายณรงค์ วงศ์วรรณ ได้รับเลือกตั้งมาเป็นลำดับหนึ่ง แต่ถูกขึ้นบัญชีดำผู้ค้ายาเสพย์ติดจากสหรัฐอเมริกา
7 เมษายน - พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
8 เมษายน - ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เริ่มอดอาหารประท้วงวันแรก
17 เมษายน - มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
20 เมษายน - พรรคฝ่ายค้านเริ่มการปราศรัยที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
4 พฤษภาคม - พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เริ่มอดอาหารและน้ำประท้วงวันแรก
6 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วม ขณะเดียวกันบริเวณหน้ารัฐสภามีผู้ชุมนุมร่วมประท้วง จนต้องมีการปิดประชุมโดยกระทันหัน
8 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา แถลงถึงเหตุผลที่ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
9 พฤษภาคม - นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาประสานให้พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านร่วมกันตกลงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการ และ พล.ต.จำลอง ประกาศเลิกอดอาหาร แต่ต่อมาพรรคร่วมรัฐบาลได้ปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญในภายหลัง
11 พฤษภาคม - พล.ต.จำลอง ประกาศสลายการชุมนุมและประกาศชุมนุมใหม่อีกครั้งในวันที่ 17 พฤษภาคม
17 พฤษภาคม - รัฐบาลจัดคอนเสิร์ตต้านภัยแล้งสกัดม็อบที่สนามกีฬากองทัพบกและวงเวียนใหญ่ โดยขนรถสุขาของกรุงเทพ ฯ มาไว้ที่นี่หมด ช่วงเที่ยงคืนเริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม
18 พฤษภาคม - ก่อนรุ่งสาง รัฐบาลเริ่มจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เวลาบ่าย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และผู้ชุมนุมบางส่วนถูกจับกุม
19 พฤษภาคม - กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกจับกุมย้ายสถานที่ชุมนุมไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
20 พฤษภาคม - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ผู้นำทั้งสองฝ่าย คือ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้า โดยผู้ที่นำเข้าเฝ้าคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
24 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง แถลงการณ์ร่วมกันผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและ พล.อ.สุจินดา ลาออกจากตำแหน่ง
10 มิถุนายน - แกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสนอชื่อ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร และรักษาการประธานรัฐสภา ตัดสินใจนำชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
13 กันยายน - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่ง นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
[แก้] ดูเพิ่ม
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
[แก้] อ้างอิง
^ http://www.forensic2.go.th/fpd21/tamin/tamin.htm
รำลึก13ปี...พฤษภาทมิฬ, ผู้จัดการออนไลน์, 17 พฤษภาคม 2548
พฤษภาทมิฬ Thaifreeman
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
Black May 1992, ลำดับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จากข่าวในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดย SiamWEB.org (ภาษาอังกฤษ)
รำลึก13ปี...พฤษภาทมิฬ, ผู้จัดการออนไลน์, 17 พฤษภาคม 2548 (มีคลิปเสียงเหตุการณ์)
17-20 พฤษภาทมิฬ ลำดับเหตุการณ์ความรุนแรงทั้ง 4 วันด้วยภาพและเสียง 78 ภาพ
พฤษภาทมิฬ, รากฐานไทย - ข้อมูลพื้นหลัง และลำดับเหตุการณ์
เนื้อหา[ซ่อน]
1 ชนวนเหตุ
1.1 พรรคเทพ พรรคมาร
2 การต่อต้านของประชาชน
2.1 แผนไพรีพินาศ
2.2 กระแสพระราชดำรัส
3 ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535
4 ดูเพิ่ม
5 อ้างอิง
6 แหล่งข้อมูลอื่น
//
[แก้] ชนวนเหตุ
เหตุการณ์ครั้งนี้ เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซึ่ง รสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาลพยายามทำลายสถาบันทหาร โดยหลังจากยึดอำนาจ คณะ รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่
หลังจากร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยพรรคที่ได้จำนวนผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรม (79 คน) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการรวมตัวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ คือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรคราษฎร[1] และมีการเตรียมเสนอนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีผู้แทนมากที่สุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ นั้นเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด
ในที่สุด จึงมีการเสนอชื่อ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเมื่อได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้, ในระหว่างที่มีการทักท้วงโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย, ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกประกาศใช้
[แก้] พรรคเทพ พรรคมาร
พรรคเทพ พรรคมาร เป็นคำที่สื่อมวลชนใช้เรียกกลุ่มพรรคการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน พรรคที่ถูกเรียกว่า พรรคเทพ คือพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน ไม่สนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้นำคณะรัฐประหาร รสช. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และได้ประกาศต่อสาธารณะมาตลอดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่กระแส "นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง" เป็นกระแสหลักของสังคมไทยในขณะนั้น พรรคเทพ ประกอบด้วย 4 พรรคการเมืองคือ พรรคความหวังใหม่ (72 เสียง) พรรคประชาธิปัตย์ (44 เสียง) พรรคพลังธรรม (41 เสียง) และพรรคเอกภาพ (6 เสียง)
ในขณะที่ พรรคมาร คือพรรคที่สนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ประกอบด้วยพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม (79 เสียง) พรรคชาติไทย (74 เสียง) พรรคกิจสังคม (31 เสียง) พรรคประชากรไทย (7 เสียง) และพรรคราษฎร (4 เสียง) ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีกระแสเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และทั้ง 5 พรรคนี้ต่างเคยตอบรับมาก่อน แต่ในที่สุดกลับหันมาสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร และเห็นว่าเป็นการพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร (รสช.)
[แก้] การต่อต้านของประชาชน
การชุมนุมในเวลากลางคืนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กำลังปราศรัย
พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและสมาชิกในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ แต่ภายหลังได้มารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งไม่ตรงกับที่เคยพูดไว้. เหตุการณ์นี้ จึงได้เป็นที่มาของประโยคที่ว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ" และเป็นหนึ่งในชนวนให้ฝ่ายที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำการเคลื่อนไหวอีกด้วย
การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา ดังกล่าว นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ตามมาด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
หลังการชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเมษายน เมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหารเข้ามารักษาการในกรุงเทพมหานคร และเริ่มมีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในบริเวณราชดำเนินกลาง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งในคืนวันที่ 17 พฤษภาคม ขณะที่มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังถนนราชดำเนินกลางเพื่อไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวนของประชาชน เริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางจุด และมีการบุกเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง จากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 18 พฤษภาคม รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินจากนั้นจึงเข้าสลายการชุมนุมในเข้ามืดวันเดียวกันนั้น ตามหลักฐานที่ปรากฏมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
ก่อนเที่ยงวันที่ 18 พฤษภาคม ทหารได้ควบคุมตัว พล.ต. จำลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราชดำเนินกลาง และรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับและรายงานข่าวทางโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกช่องยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมมีการตั้งแนวป้องกันการปราบปรามตามถนนสายต่าง ๆ ขณะที่รัฐบาลได้ออกประกาศจับแกนนำอีกเจ็ดคน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, น.พ. เหวง โตจิราการ, น.พ. สันต์ หัตถีรัตน์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, น.ส. จิตราวดี วรฉัตร และนายวีระ มุสิกพงศ์ และยังปรากฏข่าวรายงานการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในหลายจุดและเริ่มเกิดการปะทะกันรุนแรงมากขึ้นในคืนวันนั้นในบริเวณถนนราชดำเนิน
19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมากขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้ พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้ำว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ความสงบและไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมอีก แต่ยังปรากฏการรวมตัวของประชาชนใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในคืนวันเดียวกัน และมีการเริ่มก่อความไม่สงบเพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มจักรยานยนต์หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เช่นการทุบทำลายป้อมจราจรและสัญญาณไฟจราจร
วันเดียวกันนั้นเริ่มมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน ขณะที่สื่อของรัฐบาลยังคงรายงานว่าไม่มีการสูญเสียชีวิตของประชาชน แต่สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานภาพของการสลายการชุมนุมและการทำร้ายผู้ชุมนุม หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยบางฉบับเริ่มตีพิมพ์ภาพการสลายการชุมนุม ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศให้มีการตรวจและควบคุมการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อมวลชนเอกชนในประเทศ
[แก้] แผนไพรีพินาศ
แผนไพรีพินาศ เป็นแผนยุทธการจัดวางกองกำลังและสลายการชุมนุม ในลักษณะของแผนเผชิญเหตุ จัดทำขึ้นโดยกองกำลังรักษาพระนครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบ ได้แก่ ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน นำไปปฏิบัติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 และ พ.ศ. 2529 ได้มีการพัฒนาปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น
ส่วนแผนที่มีผลบังคับใช้ขณะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือ แผนไพรีพินาศ/33 ซึ่งมี 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นการเตรียมการ โดยให้ทุกกองกำลังออกหาข่าว รวบรวมข่าวสาร และเตรียมกำลัง เจ้าหน้าที่ รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการปฏิบัติการ
ขั้นป้องกัน ใช้กองกำลังตำรวจในการสกัดกั้น ให้การประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ก่อความไม่สงบ ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์โดยถูกต้องและยุติการกระทำเอง ทางเจ้าหน้าที่จะปิดล้อมพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งอารักขาสถานที่และบุคคลสำคัญของประเทศ
ขั้นปราบปรามรุนแรง หากการปฏิบัติการขั้นที่ 2 หรือกองกำลังตำรวจไม่สามารถที่จะระงับสถานการณ์ได้สำเร็จ และสถานการณ์ทวีความรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้แล้ว จึงใช้กองกำลังของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เข้าระงับยับยั้งยุติภัยคุกคาม
ขั้นสุดท้าย คือ การส่งมอบพื้นที่และความรับผิดชอบ ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนหรือตำรวจรับผิดชอบต่อไป เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
[แก้] กระแสพระราชดำรัส
วิกิคำคม มีคำคมที่กล่าวโดย หรือเกี่ยวกับ:พระราชดำรัสเนื่องในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
หลักจากเหตุโศกนาฏกรรมได้ผ่านไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้เชิญพลเอก สุจินดา และ พลตรี จำลอง ให้เข้าเฝ้า และได้มีกระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่พลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 หลังจากนั้นพลเอกสุจินดาก็ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์รองนายกรัฐมนตรี ให้รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพลางไปก่อน
[แก้] ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้า
พล.ต.จำลองถูกจับกุม
23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 - คณะ รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
22 มีนาคม พ.ศ. 2535 - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ พรรคสามัคคีธรรม ของนายณรงค์ วงศ์วรรณ ได้รับเลือกตั้งมาเป็นลำดับหนึ่ง แต่ถูกขึ้นบัญชีดำผู้ค้ายาเสพย์ติดจากสหรัฐอเมริกา
7 เมษายน - พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
8 เมษายน - ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เริ่มอดอาหารประท้วงวันแรก
17 เมษายน - มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
20 เมษายน - พรรคฝ่ายค้านเริ่มการปราศรัยที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
4 พฤษภาคม - พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เริ่มอดอาหารและน้ำประท้วงวันแรก
6 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วม ขณะเดียวกันบริเวณหน้ารัฐสภามีผู้ชุมนุมร่วมประท้วง จนต้องมีการปิดประชุมโดยกระทันหัน
8 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา แถลงถึงเหตุผลที่ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
9 พฤษภาคม - นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาประสานให้พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านร่วมกันตกลงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการ และ พล.ต.จำลอง ประกาศเลิกอดอาหาร แต่ต่อมาพรรคร่วมรัฐบาลได้ปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญในภายหลัง
11 พฤษภาคม - พล.ต.จำลอง ประกาศสลายการชุมนุมและประกาศชุมนุมใหม่อีกครั้งในวันที่ 17 พฤษภาคม
17 พฤษภาคม - รัฐบาลจัดคอนเสิร์ตต้านภัยแล้งสกัดม็อบที่สนามกีฬากองทัพบกและวงเวียนใหญ่ โดยขนรถสุขาของกรุงเทพ ฯ มาไว้ที่นี่หมด ช่วงเที่ยงคืนเริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม
18 พฤษภาคม - ก่อนรุ่งสาง รัฐบาลเริ่มจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เวลาบ่าย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และผู้ชุมนุมบางส่วนถูกจับกุม
19 พฤษภาคม - กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกจับกุมย้ายสถานที่ชุมนุมไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
20 พฤษภาคม - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ผู้นำทั้งสองฝ่าย คือ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้า โดยผู้ที่นำเข้าเฝ้าคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
24 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง แถลงการณ์ร่วมกันผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและ พล.อ.สุจินดา ลาออกจากตำแหน่ง
10 มิถุนายน - แกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสนอชื่อ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร และรักษาการประธานรัฐสภา ตัดสินใจนำชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
13 กันยายน - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่ง นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
[แก้] ดูเพิ่ม
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
[แก้] อ้างอิง
^ http://www.forensic2.go.th/fpd21/tamin/tamin.htm
รำลึก13ปี...พฤษภาทมิฬ, ผู้จัดการออนไลน์, 17 พฤษภาคม 2548
พฤษภาทมิฬ Thaifreeman
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
Black May 1992, ลำดับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จากข่าวในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดย SiamWEB.org (ภาษาอังกฤษ)
รำลึก13ปี...พฤษภาทมิฬ, ผู้จัดการออนไลน์, 17 พฤษภาคม 2548 (มีคลิปเสียงเหตุการณ์)
17-20 พฤษภาทมิฬ ลำดับเหตุการณ์ความรุนแรงทั้ง 4 วันด้วยภาพและเสียง 78 ภาพ
พฤษภาทมิฬ, รากฐานไทย - ข้อมูลพื้นหลัง และลำดับเหตุการณ์
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
10 สุดยอดสัตว์ร้ายอันตรายที่สุดในโลก
มาดูกันเลยว่ามีตัวอะไรบ้างVVVเริ่มกันที่อันดับ 10 Puffer Fish - ปลาปักเป้า
ปลาปักเปา คือสัตว์มีพิษ ที่มีคนนิยมบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบประเทศญี่ปุ่น (ปลาปักเปาภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฟูกุ) และเกาหลี (ในส่วนของภาษาเกาหลีจะเรียกว่า บ๊อค ฮัง) โดนเนื้อปลาปักเป้านั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษก็คือพวก ผิวหนังและเครื่องในของปลาปักเป้านั่นเอา แต่พิษเหล่านี้มักจะซึมเข้าไปในเนื้อตอนแล่ พ่อครัวที่จะแล่ปลาปักเป้า ต้องมีใบอนุญาติกันเลย ถ้าหากกินพิษของปลาปักเป้าไป อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที
อันดับที่ 9 Poison Dart Frog - กบลูกดอกกบลูกดอกสีน้ำเงินนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าฝนในทวีป อเมริกากลาง และ ใต้ เป็นกบที่มีสีสันสวยงามแต่พิษของมันร้ายแรงมาก พิษของกบลูกดอก 1 ตัว สามารถคนได้ถึง 10 คนและหนูถึง 20000 ตัว พิษของมันเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ๆได้พิษของมันถูกนำมาใช้ในลูกดอกอาบยาพิษของอินเดียแดง มันจึงถูกเรียกว่ากบลูกดอกอันดับที่ 8 Inland Taipan - งูไทปันโพ้นทะเล
งูไทปันถูกพบได้มากในทวีปออสเตรเลีย เป็งูที่มีพิษร้ายแรงมาก พิษที่มันปล่อยออกมาจากการกัดหนึ่งครั้ง สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คน หรือหนู 250000 ตัว พิษของมันสามารถฆ่าคนได้ภาพใน 45 นาที แต่อย่างไรก็ตาม งูไทปันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีคนตายจากพิษของมันอันดับที่ 7 The Brazilian wandering spider -แมงมุมบราซิล
แมงมุมบราซิลหรือแมงมุมกล้วย ได้รับการบันดึกลงในกินเนสเวิลด์เรคคอรด์ว่าเป็นแม่งมุมที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของมันมีพิษทำลายประสาท พวกมันจะอันตรายอย่างมาก เพราะโดยนิสัยของมันแล้วมันชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งในรถยนต์ พิษของมันถ้าโดนกัดนอกจากจะทำให้เจ็บปวดอย่างมากแล้ว มันจะทำให้อวัยวะเพศของเราควบคุมไม่ได้ และ ถ้ารอดตายจากการโดนมันกัด มันก็จะทำให้เราเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ<< อย่างงี้ยอมโดนกัดให้ตายดีกว่ามั้ย?
ต่อกันที่อันดับ 6 Stonefish - ปลาหิน
ถ้าแข่งกันในเรื่องของความสวยงามแล้ว ปลาหิน ท่าทางจะแพ้อย่างขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความรุนแรงของพิษแล้วละก็ เจ้าปลาหินไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มันได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของปลาหินนี้จะอยู่ในหนามของตัวมันเอง มีคนบอกว่า ถ้าคุณโดนมันแทงเข้าละก้อ คุณจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเท่าที่มนุษย์จะเจ็บได้เลยทีเดียว นอกจากจะเจ็บสุดๆแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นอัมพาต แล้วก็ตายได้ในที่สุด
มาต่อกันที่ 5 อันดับสุดท้าย ใครจะได้ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกต้องชมกันต่อไปอันดับที่ 5 ได้แก่ Death Stalker Scorpion - แมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์
แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่.....มันไม่ใช่สำหรับแมงป่อง พันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์ เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบ ประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่า มันจะเป็นอันตรายต่อ เด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้นะ =.=
อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus - ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน
ปลาหมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาดที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอลฟ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญ มันยังไม่มียาแก้พิษ =.= ถ้าโดน ปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่า พิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอ และคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบหายใจการจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด >> น่ากลัวไหมล่ะครับ เล็กพริกขี้หนูจริงๆ
เข้าสู่ 3 อันดับสุดท้ายกันแล้ววววอันดับที่ 3 Marbled Cone Snail - หอยเต้าปูนลายหินอ่อน
หอยเต้าปูน ตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันนะหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆ แล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลยนะครับ แค่ดูมันอยู่ห่างๆก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบกาหายใจเริ่มล้มเหลว ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด แต่ยังไงก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้นที่ตายเพราะหอยเต้าปูน
อันดับที่ 2 King Cobra - งูจงอาง
งูจงอางหรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!! นั่นหมายความว่ามันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ในส่วนของมันนั้น ส่วนประกอบของมันแตกต่างกับพิษงูโดยทั่วไป ที่สำคัญ มันพบได้ทั่วไป ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทยในที่สุดก็มาถึงอันดับที่ 1 กันเลยยยยและ สัตว์ที่ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก ได้แก่...
อันดับ 1 ได้แก่ Box Jellyfish - แมงกระพรุนกล่อง
และแล้วแมงกระพรุนกล่องก็ได้เป็นแชมป์สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก รายงายว่ามันฆ่าคนไปแล้ว 5,567 คน พิษของมันนั้นจะไปทำลาย หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง และที่สำคัญ ถ้าโดนพิษมันจะเจ็บปวดอย่างที่สุด ส่วนใหญ่คนที่โดนพิษมันนั้น มันที่จะ ช๊อค และหัวใจล้มเหลว ก่อนที่จะกลับเข้าถึงฝั่ง แต่ถ้าคุณโดนพิษมันก็ยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นั่นคือ ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชู มาล้างอย่างน้อย 30 วินาที เพราะมันจะทำลายพิษของแมงกระพรุนกล่องก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระแสเลือดแถมด้วยแมงกระพรุนสวยๆแต่แฝงด้วยพิษร้ายอันน่ากลัว *O*^^^พวกนี้คือ Bluebubble หรือ Portuguese Man Of War เห็นสวยๆอย่างนี้แต่มันเป็นแมงกระพรุนที่มีพิษร้ายแรงมาก ถ้าโดนพิษของมัน...จะเป็นอัมพาตและช็อคหมดสติจมน้ำตายได้ครับ หมดแล้วจ้า ^_^
ปลาปักเปา คือสัตว์มีพิษ ที่มีคนนิยมบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบประเทศญี่ปุ่น (ปลาปักเปาภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฟูกุ) และเกาหลี (ในส่วนของภาษาเกาหลีจะเรียกว่า บ๊อค ฮัง) โดนเนื้อปลาปักเป้านั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษก็คือพวก ผิวหนังและเครื่องในของปลาปักเป้านั่นเอา แต่พิษเหล่านี้มักจะซึมเข้าไปในเนื้อตอนแล่ พ่อครัวที่จะแล่ปลาปักเป้า ต้องมีใบอนุญาติกันเลย ถ้าหากกินพิษของปลาปักเป้าไป อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที
อันดับที่ 9 Poison Dart Frog - กบลูกดอกกบลูกดอกสีน้ำเงินนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าฝนในทวีป อเมริกากลาง และ ใต้ เป็นกบที่มีสีสันสวยงามแต่พิษของมันร้ายแรงมาก พิษของกบลูกดอก 1 ตัว สามารถคนได้ถึง 10 คนและหนูถึง 20000 ตัว พิษของมันเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ๆได้พิษของมันถูกนำมาใช้ในลูกดอกอาบยาพิษของอินเดียแดง มันจึงถูกเรียกว่ากบลูกดอกอันดับที่ 8 Inland Taipan - งูไทปันโพ้นทะเล
งูไทปันถูกพบได้มากในทวีปออสเตรเลีย เป็งูที่มีพิษร้ายแรงมาก พิษที่มันปล่อยออกมาจากการกัดหนึ่งครั้ง สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คน หรือหนู 250000 ตัว พิษของมันสามารถฆ่าคนได้ภาพใน 45 นาที แต่อย่างไรก็ตาม งูไทปันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีคนตายจากพิษของมันอันดับที่ 7 The Brazilian wandering spider -แมงมุมบราซิล
แมงมุมบราซิลหรือแมงมุมกล้วย ได้รับการบันดึกลงในกินเนสเวิลด์เรคคอรด์ว่าเป็นแม่งมุมที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของมันมีพิษทำลายประสาท พวกมันจะอันตรายอย่างมาก เพราะโดยนิสัยของมันแล้วมันชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งในรถยนต์ พิษของมันถ้าโดนกัดนอกจากจะทำให้เจ็บปวดอย่างมากแล้ว มันจะทำให้อวัยวะเพศของเราควบคุมไม่ได้ และ ถ้ารอดตายจากการโดนมันกัด มันก็จะทำให้เราเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ<< อย่างงี้ยอมโดนกัดให้ตายดีกว่ามั้ย?
ต่อกันที่อันดับ 6 Stonefish - ปลาหิน
ถ้าแข่งกันในเรื่องของความสวยงามแล้ว ปลาหิน ท่าทางจะแพ้อย่างขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความรุนแรงของพิษแล้วละก็ เจ้าปลาหินไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มันได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของปลาหินนี้จะอยู่ในหนามของตัวมันเอง มีคนบอกว่า ถ้าคุณโดนมันแทงเข้าละก้อ คุณจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเท่าที่มนุษย์จะเจ็บได้เลยทีเดียว นอกจากจะเจ็บสุดๆแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นอัมพาต แล้วก็ตายได้ในที่สุด
มาต่อกันที่ 5 อันดับสุดท้าย ใครจะได้ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกต้องชมกันต่อไปอันดับที่ 5 ได้แก่ Death Stalker Scorpion - แมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์
แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่.....มันไม่ใช่สำหรับแมงป่อง พันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์ เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบ ประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่า มันจะเป็นอันตรายต่อ เด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้นะ =.=
อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus - ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน
ปลาหมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาดที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอลฟ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญ มันยังไม่มียาแก้พิษ =.= ถ้าโดน ปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่า พิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอ และคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบหายใจการจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด >> น่ากลัวไหมล่ะครับ เล็กพริกขี้หนูจริงๆ
เข้าสู่ 3 อันดับสุดท้ายกันแล้ววววอันดับที่ 3 Marbled Cone Snail - หอยเต้าปูนลายหินอ่อน
หอยเต้าปูน ตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันนะหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆ แล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลยนะครับ แค่ดูมันอยู่ห่างๆก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบกาหายใจเริ่มล้มเหลว ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด แต่ยังไงก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้นที่ตายเพราะหอยเต้าปูน
อันดับที่ 2 King Cobra - งูจงอาง
งูจงอางหรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!! นั่นหมายความว่ามันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ในส่วนของมันนั้น ส่วนประกอบของมันแตกต่างกับพิษงูโดยทั่วไป ที่สำคัญ มันพบได้ทั่วไป ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทยในที่สุดก็มาถึงอันดับที่ 1 กันเลยยยยและ สัตว์ที่ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก ได้แก่...
อันดับ 1 ได้แก่ Box Jellyfish - แมงกระพรุนกล่อง
และแล้วแมงกระพรุนกล่องก็ได้เป็นแชมป์สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก รายงายว่ามันฆ่าคนไปแล้ว 5,567 คน พิษของมันนั้นจะไปทำลาย หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง และที่สำคัญ ถ้าโดนพิษมันจะเจ็บปวดอย่างที่สุด ส่วนใหญ่คนที่โดนพิษมันนั้น มันที่จะ ช๊อค และหัวใจล้มเหลว ก่อนที่จะกลับเข้าถึงฝั่ง แต่ถ้าคุณโดนพิษมันก็ยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นั่นคือ ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชู มาล้างอย่างน้อย 30 วินาที เพราะมันจะทำลายพิษของแมงกระพรุนกล่องก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระแสเลือดแถมด้วยแมงกระพรุนสวยๆแต่แฝงด้วยพิษร้ายอันน่ากลัว *O*^^^พวกนี้คือ Bluebubble หรือ Portuguese Man Of War เห็นสวยๆอย่างนี้แต่มันเป็นแมงกระพรุนที่มีพิษร้ายแรงมาก ถ้าโดนพิษของมัน...จะเป็นอัมพาตและช็อคหมดสติจมน้ำตายได้ครับ หมดแล้วจ้า ^_^
การประเมินคุณภาพมหาลัย
อาจจะเก่านะคะ แต่นี่คือ ปัจจุบันล่าสุดแล้ว -*-
สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐ และเอกชนต่างเป็นสมบัติสาธารณะทั้งสิ้น แม้เอกชนจะมีการบริหารด้วยเอกชนเอง แต่การจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยได้ต้องได้รับการอนุมัติจากสาธารณชนก่อน จึงมีหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้รับทราบผลการดำเนินงาน"เลขาธิการกกอ. กล่าว ทั้งนี้ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยครั้งนี้ เป็นการจัดเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และม.มหาวิทยาลัยเอกชนบางส่วน ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาส่งข้อมูลมาให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพียง 51 แห่ง จากมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด 138 สถาบัน การจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการวิจัย ปรากฏว่า กลุ่มที่ 1 มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนรวมมากกว่า 75% ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่(มช.) .มหิดล(มม.) .เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) และม.เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กลุ่มที่2 คะแนนรวม70-75% ประกอบด้วย ม.เกษตรศาสตร์(มก.) ม.ขอนแก่น(มข.) ม.นเรศวร(มน.) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กลุ่มที่ 3 คะแนนรวม 65-69 % ม.บูรพา(มบ.) ม.ศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ม.ศิลปากร(มศก.) .สงขลานครินทร์(มอ.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กลุ่มที่ 4 คะแนนรวม 55-64 % ประกอบด้วย ม.ทักษิณ ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง(มฟล.) ม.มหาสารคาม(มมส.) ม.วลัยลักษณ์(มวล.) ม.อุบลราชธานี(มอบ.) มหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.) นครราชสีมา มรภ.เลย มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต มรภ.อุดร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(สจพ.) กลุ่มที่ 5 คะแนนรวมน้อยกว่า 55% ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร ทร.ศรีวิชัย มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.เทพสตรี มรภ.ธนบุรี มรภ.นครปฐม มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุตรดิตถ์ มทร.สุวรรณภูมิ วิทยาลัยตาปี วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ เมื่อจัดอันดับคณะต่างๆ ที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 ได้แก่ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 50.73% อันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 47.30 % อันดับ 3 สถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ ม.มหิดล 47.05% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม คะแนน 47.41 % อันดับ 2 ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คะแนน 44.74 % 3 สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.มหิดล คะแนน 42.30% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ 1 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.เชียงใหม่ 47.82% 2 คณะเวชศาสตร์ เขตร้อน มม. 46.00 3 วิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาฯ กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์1 คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ คะแนน 37.43% 2 คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 35.29% 3 โครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คะแนน 33.57% กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ 1 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล 42.21% 2 คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.38% 3 คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.11% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ 1 คณะอุตสาหกรรมเกษตร มอ. 40.60% 2 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ 38.12% 3 สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. 37.38% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์ อันดับ 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 32.40% อันดับ 2 คณะศึกษาศาสตร์ มน. 30.77% อันดับ 3 คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา 30.05 % ส่วนการจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการการเรียนการสอน ปรากฎกว่า กลุ่มที่ 1 ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มข. มช. มม. กลุ่ม 2 ได้แก่ มก. มจธ. มทส. มทร.กรุงเทพ กลุ่ม 3 ม.ทักษิณ มฟล. มวล. มศก. มอ. มอบ. มทร.ศรีวิชัย นิด้า กลุ่ม 4 ได้แก่ มบ. มมส. ม.แม่โจ้ มศว มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร มรภ.นครปฐม มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต สจล. สจพ. มทร.สุวรรณภูมิ กลุ่ม5 ได้แก่ มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.ธนุบรี มรภ.นครราชสีมา มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.เลย มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุดรธานี มรภ.อุตรดิตถ์ วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ วิทยาลัยตาปี เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มม. 62.69% อันดับ 2 วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ 56.56% อันดับ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มช. 56.46% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 53.85% อันดับ 2 คณะพลังงานและวัสดุ มจธ. 53.10% อันดับ 3 คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. 51.65% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ อันดับ 1 คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี มม. 66.76% อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มม. 65.53% อันดับ 3 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มม. 64.89% กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ อันดับ 1 คณะมัณฑศิลป์ มศก. 55.49% อันดับ 2 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มม. 54.36% อันดับ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. 54.35 กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ อันดับ 1 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาฯ 60.44% อันดับ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 56.40% อันดับ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มก. 54.60% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ อันดับ 1 คณะเกษตร กำแพงแสน มก. 52.31% อันดับ 2 คณะอุตสหกรรมเกษตร มก. 52.02 % อันดับ 3 สำนักวิชาอุตสหกรรมเกษตร มฟล. 52.01% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์1 คณะศึกษาศาสตร์ มก. 51.24% 2 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 51.24 3 คณะครุศาสตร์ มรภ.นครปฐม 51.11 % เครดิตจาก เว็บ สกอ ค่ะ
สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐ และเอกชนต่างเป็นสมบัติสาธารณะทั้งสิ้น แม้เอกชนจะมีการบริหารด้วยเอกชนเอง แต่การจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยได้ต้องได้รับการอนุมัติจากสาธารณชนก่อน จึงมีหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้รับทราบผลการดำเนินงาน"เลขาธิการกกอ. กล่าว ทั้งนี้ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยครั้งนี้ เป็นการจัดเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และม.มหาวิทยาลัยเอกชนบางส่วน ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาส่งข้อมูลมาให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพียง 51 แห่ง จากมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด 138 สถาบัน การจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการวิจัย ปรากฏว่า กลุ่มที่ 1 มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนรวมมากกว่า 75% ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่(มช.) .มหิดล(มม.) .เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) และม.เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กลุ่มที่2 คะแนนรวม70-75% ประกอบด้วย ม.เกษตรศาสตร์(มก.) ม.ขอนแก่น(มข.) ม.นเรศวร(มน.) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กลุ่มที่ 3 คะแนนรวม 65-69 % ม.บูรพา(มบ.) ม.ศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ม.ศิลปากร(มศก.) .สงขลานครินทร์(มอ.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กลุ่มที่ 4 คะแนนรวม 55-64 % ประกอบด้วย ม.ทักษิณ ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง(มฟล.) ม.มหาสารคาม(มมส.) ม.วลัยลักษณ์(มวล.) ม.อุบลราชธานี(มอบ.) มหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.) นครราชสีมา มรภ.เลย มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต มรภ.อุดร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(สจพ.) กลุ่มที่ 5 คะแนนรวมน้อยกว่า 55% ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร ทร.ศรีวิชัย มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.เทพสตรี มรภ.ธนบุรี มรภ.นครปฐม มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุตรดิตถ์ มทร.สุวรรณภูมิ วิทยาลัยตาปี วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ เมื่อจัดอันดับคณะต่างๆ ที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 ได้แก่ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 50.73% อันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 47.30 % อันดับ 3 สถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ ม.มหิดล 47.05% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม คะแนน 47.41 % อันดับ 2 ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คะแนน 44.74 % 3 สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.มหิดล คะแนน 42.30% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ 1 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.เชียงใหม่ 47.82% 2 คณะเวชศาสตร์ เขตร้อน มม. 46.00 3 วิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาฯ กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์1 คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ คะแนน 37.43% 2 คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 35.29% 3 โครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คะแนน 33.57% กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ 1 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล 42.21% 2 คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.38% 3 คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.11% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ 1 คณะอุตสาหกรรมเกษตร มอ. 40.60% 2 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ 38.12% 3 สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. 37.38% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์ อันดับ 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 32.40% อันดับ 2 คณะศึกษาศาสตร์ มน. 30.77% อันดับ 3 คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา 30.05 % ส่วนการจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการการเรียนการสอน ปรากฎกว่า กลุ่มที่ 1 ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มข. มช. มม. กลุ่ม 2 ได้แก่ มก. มจธ. มทส. มทร.กรุงเทพ กลุ่ม 3 ม.ทักษิณ มฟล. มวล. มศก. มอ. มอบ. มทร.ศรีวิชัย นิด้า กลุ่ม 4 ได้แก่ มบ. มมส. ม.แม่โจ้ มศว มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร มรภ.นครปฐม มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต สจล. สจพ. มทร.สุวรรณภูมิ กลุ่ม5 ได้แก่ มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.ธนุบรี มรภ.นครราชสีมา มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.เลย มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุดรธานี มรภ.อุตรดิตถ์ วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ วิทยาลัยตาปี เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มม. 62.69% อันดับ 2 วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ 56.56% อันดับ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มช. 56.46% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 53.85% อันดับ 2 คณะพลังงานและวัสดุ มจธ. 53.10% อันดับ 3 คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. 51.65% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ อันดับ 1 คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี มม. 66.76% อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มม. 65.53% อันดับ 3 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มม. 64.89% กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ อันดับ 1 คณะมัณฑศิลป์ มศก. 55.49% อันดับ 2 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มม. 54.36% อันดับ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. 54.35 กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ อันดับ 1 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาฯ 60.44% อันดับ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 56.40% อันดับ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มก. 54.60% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ อันดับ 1 คณะเกษตร กำแพงแสน มก. 52.31% อันดับ 2 คณะอุตสหกรรมเกษตร มก. 52.02 % อันดับ 3 สำนักวิชาอุตสหกรรมเกษตร มฟล. 52.01% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์1 คณะศึกษาศาสตร์ มก. 51.24% 2 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 51.24 3 คณะครุศาสตร์ มรภ.นครปฐม 51.11 % เครดิตจาก เว็บ สกอ ค่ะ
นายกรัฐมนตรีที่สวยที่สุดในโลก




หลังจากที่เอารูปนายกรัฐมนตรีที่หล่อที่สุดให้ดูไปแล้ว เรามาต่อกันที่นายกรัฐมนตรีหญิงที่สวยที่สุดในโลกกันบ้าง ( สวยกว่าดาราฮอลีวู้ดบางคน ) เธอชื่อYulia Tymoshenkoดอกไม้เหล็กแห่งยูเครนวัย 48 ปี นายกรัฐมนตรีหญิงของยูเครน ที่ว่ากันว่าเป็นนักการเมืองหญิงที่สวยที่สุดของโลก โนวาชอบนะเธอแต่งตัวดูดีมักมาก มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง จนทำให้นึกถึงเจ้าหญิงเกรซ กับ ออเดย์มักมากมั่นมากกกก!!!ดูดีจริงๆๆ^^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)