วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ข่าววิทยาการ

ออกกำลังหนักช่วงสั้นๆ หนีโรคหัวใจได้ดีกว่าออก กำลังระยะยาว 

ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลัง แนะให้ใช้การทุ่มออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกๆ 2-3 วัน จะสามารถหนีพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กับโรคหัวใจได้ไกล

 

ศาสตราจารย์เจมส์ ทิมมอนส์ อาจารย์วิชาการออกกำลังทางชีววิทยา มหาวิทยาลัยเฮเรียต-วัตต์ที่อเมริกา กล่าวว่า คนเราควรจะหันมาเอาใจใส่ ในการออกกำลังอย่างหนักในช่วงเวลา 2-3 นาที และได้เสนอให้ปั่นจักรยานออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง พักละครึ่งนาที 4 พัก อาทิตย์ละ 3 หน โดยได้บอกว่า คนเราจะสามารถ ตัดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและเบาหวานลงได้เองอย่างมากมาย หากออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง

 

เขาได้รายงานผลการศึกษาในวารสารวิชาการ” โรคของต่อมไร้ท่อผิดปกติ” ว่า ได้ให้อาสาสมัครออกกำลังด้วยการให้ปันจักรยานออกกำลังอย่างเร็ว ครั้งละ 30 วินาที 4 พัก ในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ปรากฏผลว่าอินซูลินในตัวพวกเขาทำงานดีขึ้นกว่าเก่าถึงร้อยละ 23 เขาเห็นว่าแม้ว่าการวิจัยมุ่งเฉพาะแต่กับคนหนุ่ม แต่ก็เห็นว่าคงเป็นผลดีกับคนทุกเพศทุกวัยด้วยกัน และมันยังให้ผลเหนือกว่า การวิ่งวันละ 1 ชม.” แบบเดิมด้วย.


กราฟแสดงผู้เสียชีิวิตในพื้นที่

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2007 13:35น.

กราฟแสดงจำนวนผู้เสียชีวิตในพื้นที่ 3 จชต.และอีก 4 อำเภอของจ.สงขลา แบ่งตามเดือน ตั้งแต่ต้นปี 2550 ถึงสิ้นปี 2550
all_stat_2550.gif


กราฟแสดงจำนวนผู้เสียชีวิตเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน ตั้งแต่ มกราคม 2550 ถึง 31 ตุลาคม 2550 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมดนับรวมได้ 1,805 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 722 คน ภายในปี 2550

graphreflexx.jpg


graphreflex1.jpg

กราฟแสดงจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี โดยแบ่งตามพื้นที่

ปล. ปี 2550 นับถึงสิ้นสุดเดือนตุลาคม (ที่มากองบัญชาการตร.ภูธรภาค9) 

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

ข่าวด่วนนนน

นักวิจัยเตือนภัย "แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล" สุดอันตราย พิษร้ายแรงกว่างูเห่า 3 เท่า ยังไม่มีเซรุ่ม หรือยาถอนพิษ อาละวาดในไทยแถบชุมชนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แนะวิธีสังเกตรูปร่างลักษณะ ตัวขนาด 1 ซม. ท้องจะกลมป่องใหญ่กว่าหัวหลายเท่า มีสีน้ำตาลสลับขาวลายเป็นริ้วๆ ชอบแฝงตัวในที่ต่ำ ให้ระวังลูกหลาน

นายประสิทธิ์ วงษ์พรม นักวิจัยจากภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาเรื่องแมงมุมในประเทศไทย เปิดเผยวันที่ 18 มกราคม ว่า จากการศึกษาและเก็บข้อมูลเรื่องแมงมุมในประเทศไทย พบว่าขณะนี้มีแมงมุมพิษชนิดหนึ่ง ชื่อ "แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" ซึ่งเดิมพบแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แถบฟลอริดา เท็กซัส และบริเวณเขตเส้นศูนย์สูตร ปัจจุบันได้แพร่ กระจายเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เชื่อว่าขณะนี้แมงมุมดังกล่าวได้ขยายพันธุ์กระจายไปยังชุมชนต่างๆ รอบๆ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และอ่าวไทยตอนบนแล้ว เบื้องต้นได้รับรายงานว่าเจอแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลชุกชุมที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และมีรายงานมีคนถูกกัดที่นั่น แต่ยังไม่ได้ลงไปตรวจสอบความชัดเจน

นายประสิทธิ์กล่าวว่า แมงมุมชนิดนี้ มีพิษรุนแรงทำลายระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน พิษร้ายแรงกว่าพิษของแมงมุมแม่หม้ายดำ 2 เท่า และร้ายแรงกว่าพิษงูเห่า 3 เท่าทีเดียว เพียงแต่เวลาแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลกัด จะปล่อยพิษออกมาไม่หมด ความร้ายแรงอาจจะไม่เท่าแม่หม้ายดำ เพราะแม่หม้ายดำ หรืองูเห่า กัดแล้วปล่อยพิษออกมาทั้งหมด เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ หากโดนงูเห่า หรือแม่หม้ายดำกัด จะปล่อยพิษออกมาในระดับมิลลิกรัม คือ 1 ส่วนในพันส่วน แต่แม่หม้ายน้ำตาลจะปล่อยพิษออกมาในระดับ ppm คือ 1 ส่วนในล้านส่วน อย่างไรก็ตาม หากถูกกัดหลายตัวพร้อมกันปริมาณพิษก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ


 

นายประสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับลักษณะ ทั่วไปของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลนั้น พบว่าขนาดของตัวมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง ด้านล่างมีลักษณะคล้ายรูปนาฬิกาทรายสีส้ม ด้านบนมีสีน้ำตาลสลับขาวลายเป็นริ้วๆ มีจุดสีดำสลับขาวตรงท้องข้างละ 3 จุด รวมเป็น 6 จุด วางไข่ครั้งละ 200-400 ฟอง


สาเหตุการแพร่ระบาดนั้น คาดว่า จะเข้ามากับเรือสินค้าเป็นหลัก และมีรายงานด้วยว่า มีพ่อค้าบางคนนำมาขายให้คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์แปลก โดยไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรง ขณะนี้ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกแม่หม้ายน้ำตาลกัด แต่มีรายงานการถูกกัดแล้วจากหลายพื้นที่ ส่วน ใหญ่ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว คนที่ถูกกัดส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าแผลดังกล่าวเกิดจากอะไร ขณะนี้ ยังไม่มีเซรุ่ม หรือยาถอนพิษ ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น ยัง โชคดีว่า แมงมุมชนิดนี้ไม่มีนิสัยดุร้าย ไม่โจมตีหรือบุกกัดใครอย่างไม่มีเหตุผล จะหลบมากกว่าสู้ และจะกัดเมื่อถูกรุกรานที่อยู่เท่านั้น

นักวิจัยแมงมุมให้ข้อสังเกตความแตกต่างระหว่างแมงมุมทั่วไปกับแมงมุมแม่ หม้ายน้ำตาลว่า นอกจากลักษณะลำตัวแล้ว ให้สังเกตลักษณะการทำรัง หรือการชักใย แมงมุมทั่วไปจะชักใยค่อนข้างสวยงามเป็นระเบียบ และชักใยอยู่ที่สูง เช่น ตามขื่อ ตามคาน หรือหลังคาบ้าน แต่ แม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กๆ ที่ชอบคลานเข้าไปอยู่ตามซอกมุมบ้าน หากไปเจอแมงมุมชนิดนี้อาจจะถูกกัด และตกอยู่ในอันตรายได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลในเชิงลึก รวมทั้งเรื่องการกระจายพันธุ์ จึงขอความร่วมมือ สำหรับผู้พบเห็นแมงมุมที่มีลักษณะดังกล่าว ขอความกรุณาแจ้งมายังภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ด้วย


ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก  มติชนออนไลน์
http://www.yenta4.com/


ต้องการคำตอบ

ความลี้ลับที่หน้าค้นหา  มันเป็นแค่นิยายหรือเรื่องจริง
เงือก...คนหรือปล


วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552

หิมะ

หิมะ เป็นรูปหนึ่งของการตกลงมาของน้ำจากบรรยากาศ อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียก เกล็ดหิมะ จับตัวรวมกันเป็นก้อน ดังนั้นหิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส
หิมะนั้นเกิดจากละอองน้ำเกิดการเกาะรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำว่า 0°C (32°F) และตกลงมา นอกจากนี้หิมะยังสามารถผลิตได้จาก
เครื่องสร้างหิมะเทียม(snow cannon)
รูปทรงของเกล็ดหิมะ
รูปเกล็ดหิมะ โดย วิลสัน เบ็นท์ลีย์(Wilson Bentley) ค.ศ. 1902
ความสมมาตรของส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม(หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih) บนระนาบฐาน(basal plane)
คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ
อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น
ความตึงผิว หรือ โฟนอน(phonon)
คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่
อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่นๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือนๆกัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่ไม่มีเกล็ดหิมะใดที่มีรูปร่างเหมือนกันนั้นไม่ถูกต้อง เกล็ดหิมะสองเกล็ดนั้นมีโอกาสเหมือนกันได้ เพียงแต่โอกาสนั้นน้อยมาก
American Meteorological Societyได้บันทึกการค้นพบเกล็ดหิมะที่มีรูปร่างเหมือนกันโดย แนนซี่ ไนท์(Nancy Knight) ซึ่งทำงานที่National Center for Atmospheric Research ผลึกที่ค้นพบนั้นไม่เชิงเป็นเกล็ดหิมะซะทีเดียวที่เป็นรูป ปริซึมหกเหลี่ยมกลวง (hollow hexagonal prism)

ประวัติวันเด็ก

ประวัติความเป็นมาของวันเด็ก
ความหมาย คำว่า "เด็ก" .................
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมาย ของคำว่า "เด็ก" ไว้ดังนี้ คนที่มีอายุยังน้อย บุคคลอายุเกิน 7 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีลงมา ส่วนความเป็นมาของวันเด็กนั้น เริ่มขึ้นเพราะว่าเด็กนับเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของประเทศ เป็นพลังสำคัญใน การพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคง ดังนั้น เด็กจึงควรที่จะเตรียมตัวที่จะเป็นกำลังของชาติด้วย หากเด็กทุกคนได้ตระหนักถึงอนาคตของตนและของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขยันหมั่นศึกษาหาความรู้ และใช้ เวลาให้เป็นประโยชน์ ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัย มีความขยันขันแข็ง ตลอดจนมีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อผู้อื่น เสียสละเพื่อส่วนรวมดังนี้แล้ว ก็จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "เด็กดี" ชาติบ้านเมืองก็จะเจริญ มีความผาสุกร่มเย็น ต่อไปส่วนความคิดในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองนั้น นายวีเอ็ม กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศ ได้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัด งานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไป เห็นความสำคัญของเด็ก วันเด็กแห่งชาติของประเทศไทยจึงจัดให้มีขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 และปฏฺบัติกันเรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ. 2506 ต่อมาเห็นว่า วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เหมาะสมสำหรับการจัดงานวันเด็กมากกว่า เนื่อง จากพ้นฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ แต่ในปี พ.ศ. 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้จัดกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 งานวันเด็กแห่งชาติจึงจัดให้มีขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม มาจนถึงบัดนี้ในการจัดงานวันเด็กแห่งชาตินั้น รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ให้เด็กทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กได้รู้ถึงความสำคัญของตนเอง รู้ถึงความมีระเบียบวินัย รู้จักสิทธิหน้าที่ ความรับ ผิดชอบต่อตนเองและสังคม ทุก ๆ ปี เมื่อถึงวันเด็กแห่งชาติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆ ราชเจ้าทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะมอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กไทยทุกปี ซึ่ง ล้วนเป็นการเสนอแนะให้แนวทางที่เด็กสามารถปฎิบัติได้ พลังของเด็กในปัจจุบัน ถ้ามีพื้นฐานมาแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะ เป็นการคิดและทำในสิ่งที่ดีและละเว้นความชั่ว ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่ประเทศชาติ



คำขวัญวันเด็ก
ปี พ.ศ. ชื่อนายกรัฐมนตรี คำขวัญของนายกรัฐมนตรี 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า 2503 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพ เจ้าจงเป็นเด็กที่รักความสะอาด 2504 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย 2505 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด 2506 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันมั่นเพียรมากที่สุด 2507 จอมพล ถนอม กิตติขจร (งดจัดงานวันเด็ก) 2508 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กจะเจริญต้องรักเรียนและเพียรทำดี 2509 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะบากบั่นและสมานสามัคคี 2510 จอมพล ถนอม กิตติขจร อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤตเรียบร้อย 2511 จอมพล ถนอม กิตติขจร ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัยมีความเฉลียวฉลาด และรักชาติยิ่ง 2512 จอมพล ถนอม กิตติขจร รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ 2513 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส 2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร ยามเด็กจงมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ 2515 จอมพล ถนอม กิตติขจร เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ 2516 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ 2517 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ สามัคคีคือพลัง 2518 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เด็กคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจ ร่วมพลังสร้างความดี 2519 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรืองจะต้องทำตัวให้ดี มีวินัยเสียแต่บัดนี้ 2520 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย 2521 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง 2522 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เด็กไทยคือหัวใจของชาติ 2523 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขยัน อดทน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย 2524 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มีวินัยใจซื่อสัตย์ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม 2525 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขยัน ศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย 2526 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย และคุณธรรม 2527 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดี มีความคิด สุจริต ใจมั่น หมั่นศึกษา 2528 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ สามัคคี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม 2529 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม 2530 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม 2531 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม 2532 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม 2533 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม 2534 นายอานันท์ ปันยารชุน รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา 2535 นายอานันท์ ปันยารชุน สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม 2536 นายชวน หลีกภัย ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม 2537 นายชวน หลีกภัย ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม 2538 นายชวน หลีกภัย สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม 2539 นายบรรหาร ศิลปอาชา มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด 2541 นายชวน หลีกภัย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย 2542 นายชวน หลีกภัย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย 2543 นายชวน หลีกภัย มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย 2544 นายชวน หลีกภัย มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย 2545 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคต ที่สดใส 2546 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี 2547 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เด็กรุ่นใหม่ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข พ.ศ.2551 - พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ - สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม พ.ศ.2552 - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ - ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี


วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

ไม่มีชื่อโรงเรียนราชินีบูรณะเลย((ยอมไม่้ได้))

20 อันดับโรงเรียนรัฐบาลในกรุงเทพฯที่สอบแอดมิชชันติดสูงสุด (นับเฉพาะโรงเรียนที่มีผู้สมัครเกิน 250 คนขึ้นไป) จำนวนนี้รวมเด็กซิ่วที่มาสมัครใหม่ด้วย แต่ไม่รวมจำนวนผู้ที่สอบตรงหรือโควตาได้

อันดับ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สมัคร 1,018 คน สอบได้ 899 คน คิดเป็น 88.31 %
อันดับ 2 โรงเรียนสตรีวิทยา สมัคร 521 คน สอบได้ 414 คน คิดเป็น 79.46 %
อันดับ 3 โรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงเหสนี) สมัคร 601 คน สอบได้ 472 คน คิดเป็น 78.54 %
อันดับ 4 โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย สมัคร 406 คน สอบได้ 314 คน คิดเป็น 77.34 %
อันดับ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมัคร 520 คน สอบได้ 397 คน คิดเป็น 76.35 %
อันดับ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย (ในพระบรมราชูปถัมภ์) สมัคร 328 คน สอบได้ 224 คน คิดเป็น 74.39 %
อันดับ 7 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย สมัคร 403 คน สอบได้ 295 คน คิดเป็น 73.20 %
อันดับ 8 โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ สมัคร 267 คน สอบได้ 195 คน คิดเป็น 73.03 %
อันดับ 9 โรงเรียนโยธินบูรณะ สมัคร 456 คน สอบได้ 332 คน คิดเป็น 72.81 %
อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม สมัคร 292 คน สอบได้ 212 คน คิดเป็น 72.60 %
อันดับ 11 โรงเรียนศึกษานารี สมัคร 528 คน สอบได้ 383 คน คิดเป็น 72.54 %
อันดับ 12 โรงเรียนสตรีวิทยา 2 สมัคร 620 คน สอบได้ 449 คน คิดเป็น 72.42 %
อันดับ 13 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม สมัคร 340 คน สอบได้ 243 คน คิดเป็น 71.47 %
อันดับ 14 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สมัคร 463 คน สอบได้ 330 คน คิดเป็น 71.27 %
อันดับ 15 โรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมัคร 368 คน สอบได้ 260 คน คิดเป็น 70.65 %
อันดับ 16 โรงเรียนบางกะปิ สมัคร 308 คน สอบได้ 215 คน คิดเป็น 69.81 %
อันดับ 17 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สมัคร 556 คน สอบได้ 381 คน คิดเป็น 68.53 %
อันดับ 18 โรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 สมัคร 511 คน สอบได้ 349 คน คิดเป็น 68.30 %
อันดับ 19 โรงเรียนสารวิทยา สมัคร 381 คน สอบได้ 260 คน คิดเป็น 68.24 %
อันดับ 20 โรงเรียนหอวัง สมัคร 535 คน สอบได้ 362 คน คิดเป็น 67.66 % และ
โรงเรียนสตรีวัดระฆัง สมัคร 303 คน สอบได้ 205 คน คิดเป็น 67.66 %