ออกกำลังหนักช่วงสั้นๆ หนีโรคหัวใจได้ดีกว่าออก กำลังระยะยาว |
|
ออกกำลังหนักช่วงสั้นๆ หนีโรคหัวใจได้ดีกว่าออก กำลังระยะยาว |
|
| วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2007 13:35น. | |
กราฟแสดงจำนวนผู้เสียชีวิตในพื้นที่ 3 จชต.และอีก 4 อำเภอของจ.สงขลา แบ่งตามเดือน ตั้งแต่ต้นปี 2550 ถึงสิ้นปี 2550 ปล. ปี 2550 นับถึงสิ้นสุดเดือนตุลาคม (ที่มากองบัญชาการตร.ภูธรภาค9) |

นักวิจัยเตือนภัย "แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล" สุดอันตราย พิษร้ายแรงกว่างูเห่า 3 เท่า ยังไม่มีเซรุ่ม หรือยาถอนพิษ อาละวาดในไทยแถบชุมชนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แนะวิธีสังเกตรูปร่างลักษณะ ตัวขนาด 1 ซม. ท้องจะกลมป่องใหญ่กว่าหัวหลายเท่า มีสีน้ำตาลสลับขาวลายเป็นริ้วๆ ชอบแฝงตัวในที่ต่ำ ให้ระวังลูกหลาน
นายประสิทธิ์ วงษ์พรม นักวิจัยจากภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาเรื่องแมงมุมในประเทศไทย เปิดเผยวันที่ 18 มกราคม ว่า จากการศึกษาและเก็บข้อมูลเรื่องแมงมุมในประเทศไทย พบว่าขณะนี้มีแมงมุมพิษชนิดหนึ่ง ชื่อ "แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" ซึ่งเดิมพบแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แถบฟลอริดา เท็กซัส และบริเวณเขตเส้นศูนย์สูตร ปัจจุบันได้แพร่ กระจายเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เชื่อว่าขณะนี้แมงมุมดังกล่าวได้ขยายพันธุ์กระจายไปยังชุมชนต่างๆ รอบๆ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และอ่าวไทยตอนบนแล้ว เบื้องต้นได้รับรายงานว่าเจอแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลชุกชุมที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และมีรายงานมีคนถูกกัดที่นั่น แต่ยังไม่ได้ลงไปตรวจสอบความชัดเจน
นายประสิทธิ์กล่าวว่า แมงมุมชนิดนี้ มีพิษรุนแรงทำลายระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน พิษร้ายแรงกว่าพิษของแมงมุมแม่หม้ายดำ 2 เท่า และร้ายแรงกว่าพิษงูเห่า 3 เท่าทีเดียว เพียงแต่เวลาแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลกัด จะปล่อยพิษออกมาไม่หมด ความร้ายแรงอาจจะไม่เท่าแม่หม้ายดำ เพราะแม่หม้ายดำ หรืองูเห่า กัดแล้วปล่อยพิษออกมาทั้งหมด เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ หากโดนงูเห่า หรือแม่หม้ายดำกัด จะปล่อยพิษออกมาในระดับมิลลิกรัม คือ 1 ส่วนในพันส่วน แต่แม่หม้ายน้ำตาลจะปล่อยพิษออกมาในระดับ ppm คือ 1 ส่วนในล้านส่วน อย่างไรก็ตาม หากถูกกัดหลายตัวพร้อมกันปริมาณพิษก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
นายประสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับลักษณะ ทั่วไปของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลนั้น พบว่าขนาดของตัวมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง ด้านล่างมีลักษณะคล้ายรูปนาฬิกาทรายสีส้ม ด้านบนมีสีน้ำตาลสลับขาวลายเป็นริ้วๆ มีจุดสีดำสลับขาวตรงท้องข้างละ 3 จุด รวมเป็น 6 จุด วางไข่ครั้งละ 200-400 ฟอง
สาเหตุการแพร่ระบาดนั้น คาดว่า จะเข้ามากับเรือสินค้าเป็นหลัก และมีรายงานด้วยว่า มีพ่อค้าบางคนนำมาขายให้คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์แปลก โดยไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรง ขณะนี้ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกแม่หม้ายน้ำตาลกัด แต่มีรายงานการถูกกัดแล้วจากหลายพื้นที่ ส่วน ใหญ่ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว คนที่ถูกกัดส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าแผลดังกล่าวเกิดจากอะไร ขณะนี้ ยังไม่มีเซรุ่ม หรือยาถอนพิษ ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น ยัง โชคดีว่า แมงมุมชนิดนี้ไม่มีนิสัยดุร้าย ไม่โจมตีหรือบุกกัดใครอย่างไม่มีเหตุผล จะหลบมากกว่าสู้ และจะกัดเมื่อถูกรุกรานที่อยู่เท่านั้น
นักวิจัยแมงมุมให้ข้อสังเกตความแตกต่างระหว่างแมงมุมทั่วไปกับแมงมุมแม่ หม้ายน้ำตาลว่า นอกจากลักษณะลำตัวแล้ว ให้สังเกตลักษณะการทำรัง หรือการชักใย แมงมุมทั่วไปจะชักใยค่อนข้างสวยงามเป็นระเบียบ และชักใยอยู่ที่สูง เช่น ตามขื่อ ตามคาน หรือหลังคาบ้าน แต่ แม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กๆ ที่ชอบคลานเข้าไปอยู่ตามซอกมุมบ้าน หากไปเจอแมงมุมชนิดนี้อาจจะถูกกัด และตกอยู่ในอันตรายได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลในเชิงลึก รวมทั้งเรื่องการกระจายพันธุ์ จึงขอความร่วมมือ สำหรับผู้พบเห็นแมงมุมที่มีลักษณะดังกล่าว ขอความกรุณาแจ้งมายังภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ด้วย
ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์
http://www.yenta4.com/
20 อันดับโรงเรียนรัฐบาลในกรุงเทพฯที่สอบแอดมิชชันติดสูงสุด (นับเฉพาะโรงเรียนที่มีผู้สมัครเกิน 250 คนขึ้นไป) จำนวนนี้รวมเด็กซิ่วที่มาสมัครใหม่ด้วย แต่ไม่รวมจำนวนผู้ที่สอบตรงหรือโควตาได้
อันดับ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สมัคร 1,018 คน สอบได้ 899 คน คิดเป็น 88.31 %
อันดับ 2 โรงเรียนสตรีวิทยา สมัคร 521 คน สอบได้ 414 คน คิดเป็น 79.46 %
อันดับ 3 โรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงเหสนี) สมัคร 601 คน สอบได้ 472 คน คิดเป็น 78.54 %
อันดับ 4 โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย สมัคร 406 คน สอบได้ 314 คน คิดเป็น 77.34 %
อันดับ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมัคร 520 คน สอบได้ 397 คน คิดเป็น 76.35 %
อันดับ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย (ในพระบรมราชูปถัมภ์) สมัคร 328 คน สอบได้ 224 คน คิดเป็น 74.39 %
อันดับ 7 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย สมัคร 403 คน สอบได้ 295 คน คิดเป็น 73.20 %
อันดับ 8 โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ สมัคร 267 คน สอบได้ 195 คน คิดเป็น 73.03 %
อันดับ 9 โรงเรียนโยธินบูรณะ สมัคร 456 คน สอบได้ 332 คน คิดเป็น 72.81 %
อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม สมัคร 292 คน สอบได้ 212 คน คิดเป็น 72.60 %
อันดับ 11 โรงเรียนศึกษานารี สมัคร 528 คน สอบได้ 383 คน คิดเป็น 72.54 %
อันดับ 12 โรงเรียนสตรีวิทยา 2 สมัคร 620 คน สอบได้ 449 คน คิดเป็น 72.42 %
อันดับ 13 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม สมัคร 340 คน สอบได้ 243 คน คิดเป็น 71.47 %
อันดับ 14 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สมัคร 463 คน สอบได้ 330 คน คิดเป็น 71.27 %
อันดับ 15 โรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมัคร 368 คน สอบได้ 260 คน คิดเป็น 70.65 %
อันดับ 16 โรงเรียนบางกะปิ สมัคร 308 คน สอบได้ 215 คน คิดเป็น 69.81 %
อันดับ 17 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สมัคร 556 คน สอบได้ 381 คน คิดเป็น 68.53 %
อันดับ 18 โรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 สมัคร 511 คน สอบได้ 349 คน คิดเป็น 68.30 %
อันดับ 19 โรงเรียนสารวิทยา สมัคร 381 คน สอบได้ 260 คน คิดเป็น 68.24 %
อันดับ 20 โรงเรียนหอวัง สมัคร 535 คน สอบได้ 362 คน คิดเป็น 67.66 % และ
โรงเรียนสตรีวัดระฆัง สมัคร 303 คน สอบได้ 205 คน คิดเป็น 67.66 %