มาดูกันเลยว่ามีตัวอะไรบ้างVVVเริ่มกันที่อันดับ 10 Puffer Fish - ปลาปักเป้า
ปลาปักเปา คือสัตว์มีพิษ ที่มีคนนิยมบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบประเทศญี่ปุ่น (ปลาปักเปาภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฟูกุ) และเกาหลี (ในส่วนของภาษาเกาหลีจะเรียกว่า บ๊อค ฮัง) โดนเนื้อปลาปักเป้านั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษก็คือพวก ผิวหนังและเครื่องในของปลาปักเป้านั่นเอา แต่พิษเหล่านี้มักจะซึมเข้าไปในเนื้อตอนแล่ พ่อครัวที่จะแล่ปลาปักเป้า ต้องมีใบอนุญาติกันเลย ถ้าหากกินพิษของปลาปักเป้าไป อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที
อันดับที่ 9 Poison Dart Frog - กบลูกดอกกบลูกดอกสีน้ำเงินนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าฝนในทวีป อเมริกากลาง และ ใต้ เป็นกบที่มีสีสันสวยงามแต่พิษของมันร้ายแรงมาก พิษของกบลูกดอก 1 ตัว สามารถคนได้ถึง 10 คนและหนูถึง 20000 ตัว พิษของมันเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ๆได้พิษของมันถูกนำมาใช้ในลูกดอกอาบยาพิษของอินเดียแดง มันจึงถูกเรียกว่ากบลูกดอกอันดับที่ 8 Inland Taipan - งูไทปันโพ้นทะเล
งูไทปันถูกพบได้มากในทวีปออสเตรเลีย เป็งูที่มีพิษร้ายแรงมาก พิษที่มันปล่อยออกมาจากการกัดหนึ่งครั้ง สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คน หรือหนู 250000 ตัว พิษของมันสามารถฆ่าคนได้ภาพใน 45 นาที แต่อย่างไรก็ตาม งูไทปันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีคนตายจากพิษของมันอันดับที่ 7 The Brazilian wandering spider -แมงมุมบราซิล
แมงมุมบราซิลหรือแมงมุมกล้วย ได้รับการบันดึกลงในกินเนสเวิลด์เรคคอรด์ว่าเป็นแม่งมุมที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของมันมีพิษทำลายประสาท พวกมันจะอันตรายอย่างมาก เพราะโดยนิสัยของมันแล้วมันชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งในรถยนต์ พิษของมันถ้าโดนกัดนอกจากจะทำให้เจ็บปวดอย่างมากแล้ว มันจะทำให้อวัยวะเพศของเราควบคุมไม่ได้ และ ถ้ารอดตายจากการโดนมันกัด มันก็จะทำให้เราเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ<< อย่างงี้ยอมโดนกัดให้ตายดีกว่ามั้ย?
ต่อกันที่อันดับ 6 Stonefish - ปลาหิน
ถ้าแข่งกันในเรื่องของความสวยงามแล้ว ปลาหิน ท่าทางจะแพ้อย่างขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความรุนแรงของพิษแล้วละก็ เจ้าปลาหินไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มันได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของปลาหินนี้จะอยู่ในหนามของตัวมันเอง มีคนบอกว่า ถ้าคุณโดนมันแทงเข้าละก้อ คุณจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเท่าที่มนุษย์จะเจ็บได้เลยทีเดียว นอกจากจะเจ็บสุดๆแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นอัมพาต แล้วก็ตายได้ในที่สุด
มาต่อกันที่ 5 อันดับสุดท้าย ใครจะได้ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกต้องชมกันต่อไปอันดับที่ 5 ได้แก่ Death Stalker Scorpion - แมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์
แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่.....มันไม่ใช่สำหรับแมงป่อง พันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์ เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบ ประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่า มันจะเป็นอันตรายต่อ เด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้นะ =.=
อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus - ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน
ปลาหมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาดที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอลฟ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญ มันยังไม่มียาแก้พิษ =.= ถ้าโดน ปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่า พิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอ และคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบหายใจการจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด >> น่ากลัวไหมล่ะครับ เล็กพริกขี้หนูจริงๆ
เข้าสู่ 3 อันดับสุดท้ายกันแล้ววววอันดับที่ 3 Marbled Cone Snail - หอยเต้าปูนลายหินอ่อน
หอยเต้าปูน ตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันนะหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆ แล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลยนะครับ แค่ดูมันอยู่ห่างๆก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบกาหายใจเริ่มล้มเหลว ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด แต่ยังไงก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้นที่ตายเพราะหอยเต้าปูน
อันดับที่ 2 King Cobra - งูจงอาง
งูจงอางหรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!! นั่นหมายความว่ามันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ในส่วนของมันนั้น ส่วนประกอบของมันแตกต่างกับพิษงูโดยทั่วไป ที่สำคัญ มันพบได้ทั่วไป ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทยในที่สุดก็มาถึงอันดับที่ 1 กันเลยยยยและ สัตว์ที่ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก ได้แก่...
อันดับ 1 ได้แก่ Box Jellyfish - แมงกระพรุนกล่อง
และแล้วแมงกระพรุนกล่องก็ได้เป็นแชมป์สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก รายงายว่ามันฆ่าคนไปแล้ว 5,567 คน พิษของมันนั้นจะไปทำลาย หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง และที่สำคัญ ถ้าโดนพิษมันจะเจ็บปวดอย่างที่สุด ส่วนใหญ่คนที่โดนพิษมันนั้น มันที่จะ ช๊อค และหัวใจล้มเหลว ก่อนที่จะกลับเข้าถึงฝั่ง แต่ถ้าคุณโดนพิษมันก็ยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นั่นคือ ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชู มาล้างอย่างน้อย 30 วินาที เพราะมันจะทำลายพิษของแมงกระพรุนกล่องก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระแสเลือดแถมด้วยแมงกระพรุนสวยๆแต่แฝงด้วยพิษร้ายอันน่ากลัว *O*^^^พวกนี้คือ Bluebubble หรือ Portuguese Man Of War เห็นสวยๆอย่างนี้แต่มันเป็นแมงกระพรุนที่มีพิษร้ายแรงมาก ถ้าโดนพิษของมัน...จะเป็นอัมพาตและช็อคหมดสติจมน้ำตายได้ครับ หมดแล้วจ้า ^_^
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
การประเมินคุณภาพมหาลัย
อาจจะเก่านะคะ แต่นี่คือ ปัจจุบันล่าสุดแล้ว -*-
สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐ และเอกชนต่างเป็นสมบัติสาธารณะทั้งสิ้น แม้เอกชนจะมีการบริหารด้วยเอกชนเอง แต่การจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยได้ต้องได้รับการอนุมัติจากสาธารณชนก่อน จึงมีหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้รับทราบผลการดำเนินงาน"เลขาธิการกกอ. กล่าว ทั้งนี้ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยครั้งนี้ เป็นการจัดเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และม.มหาวิทยาลัยเอกชนบางส่วน ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาส่งข้อมูลมาให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพียง 51 แห่ง จากมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด 138 สถาบัน การจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการวิจัย ปรากฏว่า กลุ่มที่ 1 มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนรวมมากกว่า 75% ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่(มช.) .มหิดล(มม.) .เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) และม.เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กลุ่มที่2 คะแนนรวม70-75% ประกอบด้วย ม.เกษตรศาสตร์(มก.) ม.ขอนแก่น(มข.) ม.นเรศวร(มน.) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กลุ่มที่ 3 คะแนนรวม 65-69 % ม.บูรพา(มบ.) ม.ศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ม.ศิลปากร(มศก.) .สงขลานครินทร์(มอ.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กลุ่มที่ 4 คะแนนรวม 55-64 % ประกอบด้วย ม.ทักษิณ ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง(มฟล.) ม.มหาสารคาม(มมส.) ม.วลัยลักษณ์(มวล.) ม.อุบลราชธานี(มอบ.) มหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.) นครราชสีมา มรภ.เลย มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต มรภ.อุดร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(สจพ.) กลุ่มที่ 5 คะแนนรวมน้อยกว่า 55% ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร ทร.ศรีวิชัย มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.เทพสตรี มรภ.ธนบุรี มรภ.นครปฐม มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุตรดิตถ์ มทร.สุวรรณภูมิ วิทยาลัยตาปี วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ เมื่อจัดอันดับคณะต่างๆ ที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 ได้แก่ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 50.73% อันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 47.30 % อันดับ 3 สถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ ม.มหิดล 47.05% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม คะแนน 47.41 % อันดับ 2 ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คะแนน 44.74 % 3 สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.มหิดล คะแนน 42.30% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ 1 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.เชียงใหม่ 47.82% 2 คณะเวชศาสตร์ เขตร้อน มม. 46.00 3 วิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาฯ กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์1 คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ คะแนน 37.43% 2 คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 35.29% 3 โครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คะแนน 33.57% กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ 1 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล 42.21% 2 คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.38% 3 คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.11% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ 1 คณะอุตสาหกรรมเกษตร มอ. 40.60% 2 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ 38.12% 3 สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. 37.38% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์ อันดับ 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 32.40% อันดับ 2 คณะศึกษาศาสตร์ มน. 30.77% อันดับ 3 คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา 30.05 % ส่วนการจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการการเรียนการสอน ปรากฎกว่า กลุ่มที่ 1 ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มข. มช. มม. กลุ่ม 2 ได้แก่ มก. มจธ. มทส. มทร.กรุงเทพ กลุ่ม 3 ม.ทักษิณ มฟล. มวล. มศก. มอ. มอบ. มทร.ศรีวิชัย นิด้า กลุ่ม 4 ได้แก่ มบ. มมส. ม.แม่โจ้ มศว มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร มรภ.นครปฐม มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต สจล. สจพ. มทร.สุวรรณภูมิ กลุ่ม5 ได้แก่ มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.ธนุบรี มรภ.นครราชสีมา มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.เลย มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุดรธานี มรภ.อุตรดิตถ์ วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ วิทยาลัยตาปี เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มม. 62.69% อันดับ 2 วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ 56.56% อันดับ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มช. 56.46% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 53.85% อันดับ 2 คณะพลังงานและวัสดุ มจธ. 53.10% อันดับ 3 คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. 51.65% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ อันดับ 1 คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี มม. 66.76% อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มม. 65.53% อันดับ 3 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มม. 64.89% กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ อันดับ 1 คณะมัณฑศิลป์ มศก. 55.49% อันดับ 2 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มม. 54.36% อันดับ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. 54.35 กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ อันดับ 1 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาฯ 60.44% อันดับ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 56.40% อันดับ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มก. 54.60% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ อันดับ 1 คณะเกษตร กำแพงแสน มก. 52.31% อันดับ 2 คณะอุตสหกรรมเกษตร มก. 52.02 % อันดับ 3 สำนักวิชาอุตสหกรรมเกษตร มฟล. 52.01% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์1 คณะศึกษาศาสตร์ มก. 51.24% 2 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 51.24 3 คณะครุศาสตร์ มรภ.นครปฐม 51.11 % เครดิตจาก เว็บ สกอ ค่ะ
สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐ และเอกชนต่างเป็นสมบัติสาธารณะทั้งสิ้น แม้เอกชนจะมีการบริหารด้วยเอกชนเอง แต่การจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยได้ต้องได้รับการอนุมัติจากสาธารณชนก่อน จึงมีหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้รับทราบผลการดำเนินงาน"เลขาธิการกกอ. กล่าว ทั้งนี้ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยครั้งนี้ เป็นการจัดเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และม.มหาวิทยาลัยเอกชนบางส่วน ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาส่งข้อมูลมาให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพียง 51 แห่ง จากมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด 138 สถาบัน การจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการวิจัย ปรากฏว่า กลุ่มที่ 1 มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนรวมมากกว่า 75% ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่(มช.) .มหิดล(มม.) .เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) และม.เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กลุ่มที่2 คะแนนรวม70-75% ประกอบด้วย ม.เกษตรศาสตร์(มก.) ม.ขอนแก่น(มข.) ม.นเรศวร(มน.) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กลุ่มที่ 3 คะแนนรวม 65-69 % ม.บูรพา(มบ.) ม.ศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ม.ศิลปากร(มศก.) .สงขลานครินทร์(มอ.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กลุ่มที่ 4 คะแนนรวม 55-64 % ประกอบด้วย ม.ทักษิณ ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง(มฟล.) ม.มหาสารคาม(มมส.) ม.วลัยลักษณ์(มวล.) ม.อุบลราชธานี(มอบ.) มหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.) นครราชสีมา มรภ.เลย มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต มรภ.อุดร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(สจพ.) กลุ่มที่ 5 คะแนนรวมน้อยกว่า 55% ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร ทร.ศรีวิชัย มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.เทพสตรี มรภ.ธนบุรี มรภ.นครปฐม มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุตรดิตถ์ มทร.สุวรรณภูมิ วิทยาลัยตาปี วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ เมื่อจัดอันดับคณะต่างๆ ที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 ได้แก่ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 50.73% อันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 47.30 % อันดับ 3 สถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ ม.มหิดล 47.05% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม คะแนน 47.41 % อันดับ 2 ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คะแนน 44.74 % 3 สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.มหิดล คะแนน 42.30% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ 1 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.เชียงใหม่ 47.82% 2 คณะเวชศาสตร์ เขตร้อน มม. 46.00 3 วิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาฯ กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์1 คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ คะแนน 37.43% 2 คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล คะแนน 35.29% 3 โครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คะแนน 33.57% กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ 1 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล 42.21% 2 คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.38% 3 คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 37.11% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ 1 คณะอุตสาหกรรมเกษตร มอ. 40.60% 2 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ 38.12% 3 สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. 37.38% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์ อันดับ 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 32.40% อันดับ 2 คณะศึกษาศาสตร์ มน. 30.77% อันดับ 3 คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา 30.05 % ส่วนการจัดอันดับแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในด้านการการเรียนการสอน ปรากฎกว่า กลุ่มที่ 1 ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มข. มช. มม. กลุ่ม 2 ได้แก่ มก. มจธ. มทส. มทร.กรุงเทพ กลุ่ม 3 ม.ทักษิณ มฟล. มวล. มศก. มอ. มอบ. มทร.ศรีวิชัย นิด้า กลุ่ม 4 ได้แก่ มบ. มมส. ม.แม่โจ้ มศว มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร มรภ.นครปฐม มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.สวนดุสิต สจล. สจพ. มทร.สุวรรณภูมิ กลุ่ม5 ได้แก่ มรภ.จันทรเกษม มรภ.เชียงใหม่ มรภ.ธนุบรี มรภ.นครราชสีมา มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.นครสวรรค์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.ยะลา มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.เลย มรภ.สกลนคร มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.อุดรธานี มรภ.อุตรดิตถ์ วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ วิทยาลัยตาปี เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ อันดับ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มม. 62.69% อันดับ 2 วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ 56.56% อันดับ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มช. 56.46% ในกลุ่มสาขาเทคโนโลยี อันดับ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 53.85% อันดับ 2 คณะพลังงานและวัสดุ มจธ. 53.10% อันดับ 3 คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. 51.65% กลุ่มสาขาชีวการแพทย์ อันดับ 1 คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี มม. 66.76% อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มม. 65.53% อันดับ 3 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มม. 64.89% กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ อันดับ 1 คณะมัณฑศิลป์ มศก. 55.49% อันดับ 2 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มม. 54.36% อันดับ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. 54.35 กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ อันดับ 1 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาฯ 60.44% อันดับ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 56.40% อันดับ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มก. 54.60% กลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์ อันดับ 1 คณะเกษตร กำแพงแสน มก. 52.31% อันดับ 2 คณะอุตสหกรรมเกษตร มก. 52.02 % อันดับ 3 สำนักวิชาอุตสหกรรมเกษตร มฟล. 52.01% กลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์1 คณะศึกษาศาสตร์ มก. 51.24% 2 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ 51.24 3 คณะครุศาสตร์ มรภ.นครปฐม 51.11 % เครดิตจาก เว็บ สกอ ค่ะ
นายกรัฐมนตรีที่สวยที่สุดในโลก




หลังจากที่เอารูปนายกรัฐมนตรีที่หล่อที่สุดให้ดูไปแล้ว เรามาต่อกันที่นายกรัฐมนตรีหญิงที่สวยที่สุดในโลกกันบ้าง ( สวยกว่าดาราฮอลีวู้ดบางคน ) เธอชื่อYulia Tymoshenkoดอกไม้เหล็กแห่งยูเครนวัย 48 ปี นายกรัฐมนตรีหญิงของยูเครน ที่ว่ากันว่าเป็นนักการเมืองหญิงที่สวยที่สุดของโลก โนวาชอบนะเธอแต่งตัวดูดีมักมาก มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง จนทำให้นึกถึงเจ้าหญิงเกรซ กับ ออเดย์มักมากมั่นมากกกก!!!ดูดีจริงๆๆ^^
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552
สัตว์ป่าสงวน
สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าที่หายาก กำหนดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๐๓ จำนวน ๙ ชนิด เป็นสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด ได้แก่ แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมัน เนื้อทราย เลียงผา และกางผา สัตว์ป่าสงวนเหล่านี้หายาก หรือใกล้จะสูญพันธุ์หรืออาจจะสูญพันธุ์ไปแล้ว จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติเข้มงวดกวดขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่สัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือซากสัตว์ป่า ซึ่งอาจจะตกไปอยู่ยังต่างประเทศด้วยการซื้อขาย ต่อมาเมื่อสถานการณ์ของสัตว์ป่าในประเทศไทย เปลี่ยนแปลงไป สัตว์ป่าหลายชนิดมีแนวโน้มถูกคุกคามเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้น ประกอบกับเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการ ควบคุมดูแลการค้าหรือการลักลอบค้าสัตว์ป่าในรูปแบบต่างๆ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ว่าด้วยชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าหรือ CITES ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรองอนุสัญญาในปี พ.ศ.๒๕๑๘ และได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๖ นับเป็นสมาชิกลำดับที่ ๘๐ จึงได้มีการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับเดิม และตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ ขึ้นใหม่เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕สัตว์ป่าสงวนตามในพระราชบัญญัติฉบับใหม่ หมายถึง สัตว์ป่าที่หายากตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ และตามที่กำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงชนิดสัตว์ป่าสงวนได้โดยสะดวก โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแก้ไข หรือเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่ต้องถึงกับต้องแก้ไขพระราชบัญญัติอย่างของเดิม ทั้งนี้ได้มีการเพิ่มเติมชนิดสัตว์ป่าที่มีสภาพล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ อย่างยิ่ง ๗ ชนิด และตัดสัตว์ป่าที่ไม่อยู่ในสถานะใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากการที่สามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้มาก ๑ ชนิด คือ เนื้อทราย รวมกับสัตว์ป่าสงวนเดิม ๘ ชนิด รวมเป็น ๑๕ ชนิด ได้แก่ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมัน เลียงผา กวางผา นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ และพะยูน
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรPseudochelidon sirintarae
แรดRhinoceros sondaicus
กระซู่Dicerorhinus sumatrensis
กูปรีหรือโคไพรBos sauveli
ควายป่าBubalus bubalis
ละองหรือละมั่งCervus eldi
สมันหรือเนื้อสมันCervus schomburki
กวางผาNaemorhedus griseus
นกแต้วแล้วท้องดำPitta gurneyi
นกกระเรียนGrus antigone
แมวลายหินอ่อนPardofelis marmorata
สมเสร็จTapirus indicus
เก้งหม้อMuntiacus feai
พะยูนหรือหมูน้ำDugong dugon
เลียงผาหรือเยืองหรือกูรำหรือโครำCapricornis sumatraensis
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรPseudochelidon sirintarae
แรดRhinoceros sondaicus
กระซู่Dicerorhinus sumatrensis
กูปรีหรือโคไพรBos sauveli
ควายป่าBubalus bubalis
ละองหรือละมั่งCervus eldi
สมันหรือเนื้อสมันCervus schomburki
กวางผาNaemorhedus griseus
นกแต้วแล้วท้องดำPitta gurneyi
นกกระเรียนGrus antigone
แมวลายหินอ่อนPardofelis marmorata
สมเสร็จTapirus indicus
เก้งหม้อMuntiacus feai
พะยูนหรือหมูน้ำDugong dugon
เลียงผาหรือเยืองหรือกูรำหรือโครำCapricornis sumatraensis
GAT PAT คืออะไร
เนื่องจากสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยถึงการจัดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพื่อใช้เป็นคะแนนในการนำไปสอบระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์กลางว่า ตามที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติว่าการสอบแอดมิชชั่นส์ปี 2553 นั้นจะใช้สัดส่วนคะแนนดังนี้
1. ปี 2553 ทปอ. จะใช้องค์ประกอบต่อไปนี้ในการยื่น คะแนนเข้ามหาวิทยาลัย
1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %
2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %
3) GAT 10-50 %
4) PAT 0-40 %
รวม 100 %
หมายเหตุ
1. GPAX คือ ผลการเรียนเฉลี่ย สะสม 6 ภาคเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียน รู้
2. GAT คือ General Aptitude Test ความถนัดทั่วไป
3. PAT คือ Professional Aptitude Test ความถนัดเฉพาะ วิชาชีพ
2.รายละเอียดเกี่ยว กับ GAT
1. เนื้อหา
- การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ ปัญหา(ทาง คณิตศาสตร์) 50%
- การสื่อสารด้วยภาษา อังกฤษ 50%
2. ลักษณะข้อสอบ GAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย
- คะแนนเต็ม 200 คะแนน เวลาสอบ 2 ชั่วโมง
- ข้อสอบ เน้น Content Free และ Fair
- เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก
- มีการออกข้อสอบเก็บไว้เป็นคลังข้อ สอบ
3. จัดสอบปีละหลายครั้ง
- คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่สุด (จะสอบ ตั้งแต่ม. 4 ก็ได้)
3. รายละเอียดเกี่ยว กับ PAT
1. PAT มี 6 ชุด คือ
PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์
เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion,Geometry, Trigonometry,Calculus ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills
PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์
เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability,Science Problem Solving Ability ฯลฯ
PAT 3 วัดศักยภาพทางวิศวกรรม ศาสตร์
เนื้อหา เช่น Engineering Mathematics, EngineeringSciences,Life Sciences, IT ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Engineering Aptitude i.e. Multidimensional Perceptual Ability, Calculation Skills, Engineering Reading Ability, Engineering Problem Solving Ability
PAT 4 วัดศักยภาพทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
เนื้อหา เช่น Architectural Math and Science ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Space Relations, Multidimensional Perceptual Ability, Architectural Problem Solving Ability ฯลฯ
PAT 5 วัดศักยภาพทาง ครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์
เนื้อหา ความรู้ในเนื้อหาภาษา ไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม วิทยา มานุษยวิทยา สุขศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ ครุ ศึกษา (Pedagogy), ทักษะการอ่าน (Reading Skills),ความรู้ทั่วไปเกี่ยว กับการศึกษาของประเทศไทย การแก้ปัญหาที่เกิดจากนัก เรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ
PAT 6 วัดศักยภาพทางศิลปกรรมศาสตร์
เนื้อหา เช่น ทฤษฎีศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ความรู้ทั่วไปทาง ศิลป์ ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ ความคิดสร้าง สรรค์ ฯลฯ
"อย่างไรก็ตาม มีข้อเรียกร้องจากสมาคมฝรั่งเศสที่เสนอขอให้ ทปอ.จัดสอบเรื่องภาษาที่ 2 ด้วย ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น เพื่อเป็นการวัดคุณภาพของเด็ก โดยจะขอให้เพิ่มเป็น PAT 7 และย่อยลงไปเป็น 7.1 , 7.2 ตามลำดับ แต่ ทปอ.เสนอว่าให้ทางสมาคมจัดสอบล่วงหน้าก่อนได้และให้กำหนดในเงื่อนไขแอดมิชชั่นว่าผู้ที่จะสอบในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษาเหล่านี้จะต้องผ่านการสอนวัดความรู้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีการมาเพิ่มเป็น PAT 7 สทศ.ก็ต้องมาทำการทบทวน PAT ทั้ง 6 ใหม่ ซึ่งก็จะยุ่งยากอีก"ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวและว่า สำหรับข้อสอบ PAT นั้นได้เชิญอาจารย์ทีเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นผู้ออกข้อสอบ โดย สทศ.จะอธิบายความต้องการ วัตถุประสงค์การออกให้ทราบ และเมื่ออาจารย์ออกข้อสอบเสร็จแล้วก้จะนำเข้าคลังข้อสอบในรอบแรกก่อนนำมาเข้ากระบวนการกลั่นกรองเพื่อเข้าคลังข้อสอบของ สทศ. ใหม่อีกครั้ง
2. ลักษณะข้อสอบ PAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย
- คะแนนเต็มชุดละ 200 คะแนน เวลาสอบชุดละ 2 ชั่วโมง
- เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก
- มีการออกข้อสอบเก็บไว้ในคลังข้อ สอบ
3. จัดสอบเมื่อนักเรียนอยู่ชั้น ม.6 โดยจัดสอบปีละ 2 ครั้ง
- คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่ สุด
ขณะนี้ ทปอ.ได้มอบหมายให้ สทศ.เป็นผู้จัดสอบ GAT และ PAT ซึ่งในส่วนของ GAT มีการทดลองรูปแบบการสอบแล้ว โดยจะใช้การสอบทั้งแบบปรนัยและอัตนัย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 300 คะแนน โดยนักเรียนสามารถสอบได้ 2-3 ครั้ง และเลือกคะแนนสอบครั้งที่ดีที่สุดไปใช้ โดยคะแนนจะเก็บไว้ได้ 2 ปี แต่เด็กต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสอบเอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสอบได้ประมาณเดือนตุลาคม 2551 หรืออาจต้นปี 2552 เพื่อให้ใช้ทันแอดมิชชั่นปี 2553
“สทศ.ต้องเตรียมเรื่องการออกข้อสอบ โดยได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาช่วยออกข้อสอบให้ นอกจากนี้ สทศ. ยังจะจัดสอบ B-NET ซึ่งเป็นแบบทดสอบความรู้ 5 ภาคเรียนของ ม.ปลาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการรับตรง ซึ่งการที่ สทศ. ต้องจัดสอบ B-NET เพราะไม่ต้องการให้เด็กวิ่งรอกสอบหลายที่” ผอ.สทศ. กล่าว.
ที่มา : เดลินิวส์ , สยามรัฐ
1. ปี 2553 ทปอ. จะใช้องค์ประกอบต่อไปนี้ในการยื่น คะแนนเข้ามหาวิทยาลัย
1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %
2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %
3) GAT 10-50 %
4) PAT 0-40 %
รวม 100 %
หมายเหตุ
1. GPAX คือ ผลการเรียนเฉลี่ย สะสม 6 ภาคเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียน รู้
2. GAT คือ General Aptitude Test ความถนัดทั่วไป
3. PAT คือ Professional Aptitude Test ความถนัดเฉพาะ วิชาชีพ
2.รายละเอียดเกี่ยว กับ GAT
1. เนื้อหา
- การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ ปัญหา(ทาง คณิตศาสตร์) 50%
- การสื่อสารด้วยภาษา อังกฤษ 50%
2. ลักษณะข้อสอบ GAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย
- คะแนนเต็ม 200 คะแนน เวลาสอบ 2 ชั่วโมง
- ข้อสอบ เน้น Content Free และ Fair
- เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก
- มีการออกข้อสอบเก็บไว้เป็นคลังข้อ สอบ
3. จัดสอบปีละหลายครั้ง
- คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่สุด (จะสอบ ตั้งแต่ม. 4 ก็ได้)
3. รายละเอียดเกี่ยว กับ PAT
1. PAT มี 6 ชุด คือ
PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์
เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion,Geometry, Trigonometry,Calculus ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills
PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์
เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability,Science Problem Solving Ability ฯลฯ
PAT 3 วัดศักยภาพทางวิศวกรรม ศาสตร์
เนื้อหา เช่น Engineering Mathematics, EngineeringSciences,Life Sciences, IT ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Engineering Aptitude i.e. Multidimensional Perceptual Ability, Calculation Skills, Engineering Reading Ability, Engineering Problem Solving Ability
PAT 4 วัดศักยภาพทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
เนื้อหา เช่น Architectural Math and Science ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Space Relations, Multidimensional Perceptual Ability, Architectural Problem Solving Ability ฯลฯ
PAT 5 วัดศักยภาพทาง ครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์
เนื้อหา ความรู้ในเนื้อหาภาษา ไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม วิทยา มานุษยวิทยา สุขศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ ครุ ศึกษา (Pedagogy), ทักษะการอ่าน (Reading Skills),ความรู้ทั่วไปเกี่ยว กับการศึกษาของประเทศไทย การแก้ปัญหาที่เกิดจากนัก เรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ
PAT 6 วัดศักยภาพทางศิลปกรรมศาสตร์
เนื้อหา เช่น ทฤษฎีศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ความรู้ทั่วไปทาง ศิลป์ ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ ความคิดสร้าง สรรค์ ฯลฯ
"อย่างไรก็ตาม มีข้อเรียกร้องจากสมาคมฝรั่งเศสที่เสนอขอให้ ทปอ.จัดสอบเรื่องภาษาที่ 2 ด้วย ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น เพื่อเป็นการวัดคุณภาพของเด็ก โดยจะขอให้เพิ่มเป็น PAT 7 และย่อยลงไปเป็น 7.1 , 7.2 ตามลำดับ แต่ ทปอ.เสนอว่าให้ทางสมาคมจัดสอบล่วงหน้าก่อนได้และให้กำหนดในเงื่อนไขแอดมิชชั่นว่าผู้ที่จะสอบในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษาเหล่านี้จะต้องผ่านการสอนวัดความรู้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีการมาเพิ่มเป็น PAT 7 สทศ.ก็ต้องมาทำการทบทวน PAT ทั้ง 6 ใหม่ ซึ่งก็จะยุ่งยากอีก"ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวและว่า สำหรับข้อสอบ PAT นั้นได้เชิญอาจารย์ทีเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นผู้ออกข้อสอบ โดย สทศ.จะอธิบายความต้องการ วัตถุประสงค์การออกให้ทราบ และเมื่ออาจารย์ออกข้อสอบเสร็จแล้วก้จะนำเข้าคลังข้อสอบในรอบแรกก่อนนำมาเข้ากระบวนการกลั่นกรองเพื่อเข้าคลังข้อสอบของ สทศ. ใหม่อีกครั้ง
2. ลักษณะข้อสอบ PAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย
- คะแนนเต็มชุดละ 200 คะแนน เวลาสอบชุดละ 2 ชั่วโมง
- เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก
- มีการออกข้อสอบเก็บไว้ในคลังข้อ สอบ
3. จัดสอบเมื่อนักเรียนอยู่ชั้น ม.6 โดยจัดสอบปีละ 2 ครั้ง
- คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่ สุด
ขณะนี้ ทปอ.ได้มอบหมายให้ สทศ.เป็นผู้จัดสอบ GAT และ PAT ซึ่งในส่วนของ GAT มีการทดลองรูปแบบการสอบแล้ว โดยจะใช้การสอบทั้งแบบปรนัยและอัตนัย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 300 คะแนน โดยนักเรียนสามารถสอบได้ 2-3 ครั้ง และเลือกคะแนนสอบครั้งที่ดีที่สุดไปใช้ โดยคะแนนจะเก็บไว้ได้ 2 ปี แต่เด็กต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสอบเอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสอบได้ประมาณเดือนตุลาคม 2551 หรืออาจต้นปี 2552 เพื่อให้ใช้ทันแอดมิชชั่นปี 2553
“สทศ.ต้องเตรียมเรื่องการออกข้อสอบ โดยได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาช่วยออกข้อสอบให้ นอกจากนี้ สทศ. ยังจะจัดสอบ B-NET ซึ่งเป็นแบบทดสอบความรู้ 5 ภาคเรียนของ ม.ปลาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการรับตรง ซึ่งการที่ สทศ. ต้องจัดสอบ B-NET เพราะไม่ต้องการให้เด็กวิ่งรอกสอบหลายที่” ผอ.สทศ. กล่าว.
ที่มา : เดลินิวส์ , สยามรัฐ
ไวยากรณ์ฝรั่งเศส
ประเภทและกลุ่มของคำกริยา [Les catégories et les groupes de verbes]
ประเภทของคำกริยา :
1. คำกริยาที่ต้องการ กรรมตรง หรือ กรรมรอง (verbes transitifs) * Je choisis des cadeaux. (กรรมตรง) [ฉันเลือกของขวัญ] * Je réponds à sa lettre.(กรรมรอง) [ฉันตอบจดหมายของเขา]
2. คำกริยาที่ไม่ต้องการกรรม (verbes intransitifs) * Elle est partie. [หล่อนไปแล้ว]
<คำกริยาบางคำสามารถมีได้หลายโครงสร้าง> : * Il est temps de conclure. (ไม่มีกรรม) [ถึงเวลาต้องสรุปแล้ว] * Conclus ton devoir. (กรรมตรง) [ทำการบ้านของเธอให้เสร็จ] * La justice conclut à un non lieu.(กรรมรอง) [ศาลตัดสินให้พ้นผิด]
3. คำกริยาที่ไม่ได้ระบุถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ (verbes impersonnels) โดยจะประกอบกับประธาน " il " เท่านั้น * Il pleut. [ฝนตก] * Il faut partir tout de suite. [ต้องไปเดี๋ยวนี้] * Il est bon de se lever tôt. [การตื่นนอนแต่เช้าเป็นสิ่งที่ดี]
กลุ่มของคำกริยา :
1. กลุ่มที่ 1 คือ คำกริยาที่ infinitif (คำกริยาที่ยังไม่ได้ผัน) ลงท้ายด้วย _er (ยกเว้น aller ซึ่งเป็นกลุ่มที่ 3) : parler, habiter, regarder, travailler ...
ตัวอย่างการผัน verbe "parler" :
1. ตัด _er ออก [ จะเหลือ "แกน" (radical) : parl ]
2. เติม "ลงท้าย" (terminaison) ที่ "แกน" (radical) : _e , _es, _e, _ons, _ez, _ent
Je parle (เชอ ปาล)
Tu parles (ตู ปาล)
Il (Elle / On) parle (อิล / แอล / อง ปาล)
Nous parlons (นู ปาร์-ลง)
Vous parlez (วู ปาร์-เล)
Ils (Elles) parlent (อิล / แอล ปาล)
2. กลุ่มที่ 2 คือคำกริยา ที่ infinitif (คำกริยาที่ยังไม่ได้ผัน) ลงท้ายด้วย _ir : finir, choisir, grandir, réussir, ...
ตัวอย่างการผัน verbe "finir" :
1. ตัด _ir ออก [ จะเหลือ "แกน" (radical) : fin ]
2. เติม "ลงท้าย" (terminaison) ที่ "แกน" (radical) : _is , _is, _it, _issons, _issez, _issent
Je finis (เชอ ฟิ-นิ)
Tu finis (ตู ฟิ-นิ)
Il (Elle / On) finit (อิล / แอล / อง ฟิ-นิ)
Nous finissons (นู ฟิ-นิส-ซง)
Vous finissez (วู ฟิ-นิส-เซ)
Ils (Elles) finissent (อิล / แอล ฟิ-นิส)
3. กลุ่มที่ 3 คือคำกริยาอื่นๆที่ส่วนใหญ่แส้ว infinitif (คำกริยาที่ยังไม่ได้ผัน) ลงท้ายแตกต่างจากคำกริยาในกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2
โดยจะมี รูปแบบการผันที่หลากหลาย : être, avoir, prendre, faire, vouloir, mettre ...
ตัวอย่างการผันคำกริยากลุ่มที่ 3 : verbe : "être", "avoir", "prendre", "faire", "vouloir":
être
avoir
prendre
faire
vouloir
Je suis
J' ai
Je prends
Je fais
Je veux
Tu es
Tu as
Tu prends
Tu fais
Tu veux
Il/Elle/On est
Il/Elle/On a
Il/Elle/On prend
Il/Elle/On fait
Il/Elle/On veut
Nous sommes
Nous avons
Nous prenons
Nous faisons
Nous voulons
Vous êtes
Vous avez
Vous prenez
Vous faites
Vous voulez
Ils/Elles sont
Ils/Elles ont
Ils/Elles prennent
Ils/Elles font
Ils/Elles veulent
<คำกริยา "être" และ "avoir" เป็น คำกริยาในกลุ่มที่ 3 นอกจากจะเป็นกริยาแท้ แล้ว ยังเป็นกริยาช่วย (auxiliaires) ในการสร้างรูปอดีตกาล (temps composé ของ passé composé) อีกด้วย> * Je suis étudiant. (กริยาแท้)[ ฉันเป็นนักศึกษา] * Je suis arrivé en avance. (กริยาช่วย) [ฉันมาก่อนเวลา] * J'ai beaucoup de travail. (กริยาแท้) [ฉันมีงานมาก] * J'ai fini mes devoirs. (กริยาช่วย) [ฉันทำการบ้านเสร็จแล้ว]
ประเภทของคำกริยา :
1. คำกริยาที่ต้องการ กรรมตรง หรือ กรรมรอง (verbes transitifs) * Je choisis des cadeaux. (กรรมตรง) [ฉันเลือกของขวัญ] * Je réponds à sa lettre.(กรรมรอง) [ฉันตอบจดหมายของเขา]
2. คำกริยาที่ไม่ต้องการกรรม (verbes intransitifs) * Elle est partie. [หล่อนไปแล้ว]
<คำกริยาบางคำสามารถมีได้หลายโครงสร้าง> : * Il est temps de conclure. (ไม่มีกรรม) [ถึงเวลาต้องสรุปแล้ว] * Conclus ton devoir. (กรรมตรง) [ทำการบ้านของเธอให้เสร็จ] * La justice conclut à un non lieu.(กรรมรอง) [ศาลตัดสินให้พ้นผิด]
3. คำกริยาที่ไม่ได้ระบุถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ (verbes impersonnels) โดยจะประกอบกับประธาน " il " เท่านั้น * Il pleut. [ฝนตก] * Il faut partir tout de suite. [ต้องไปเดี๋ยวนี้] * Il est bon de se lever tôt. [การตื่นนอนแต่เช้าเป็นสิ่งที่ดี]
กลุ่มของคำกริยา :
1. กลุ่มที่ 1 คือ คำกริยาที่ infinitif (คำกริยาที่ยังไม่ได้ผัน) ลงท้ายด้วย _er (ยกเว้น aller ซึ่งเป็นกลุ่มที่ 3) : parler, habiter, regarder, travailler ...
ตัวอย่างการผัน verbe "parler" :
1. ตัด _er ออก [ จะเหลือ "แกน" (radical) : parl ]
2. เติม "ลงท้าย" (terminaison) ที่ "แกน" (radical) : _e , _es, _e, _ons, _ez, _ent
Je parle (เชอ ปาล)
Tu parles (ตู ปาล)
Il (Elle / On) parle (อิล / แอล / อง ปาล)
Nous parlons (นู ปาร์-ลง)
Vous parlez (วู ปาร์-เล)
Ils (Elles) parlent (อิล / แอล ปาล)
2. กลุ่มที่ 2 คือคำกริยา ที่ infinitif (คำกริยาที่ยังไม่ได้ผัน) ลงท้ายด้วย _ir : finir, choisir, grandir, réussir, ...
ตัวอย่างการผัน verbe "finir" :
1. ตัด _ir ออก [ จะเหลือ "แกน" (radical) : fin ]
2. เติม "ลงท้าย" (terminaison) ที่ "แกน" (radical) : _is , _is, _it, _issons, _issez, _issent
Je finis (เชอ ฟิ-นิ)
Tu finis (ตู ฟิ-นิ)
Il (Elle / On) finit (อิล / แอล / อง ฟิ-นิ)
Nous finissons (นู ฟิ-นิส-ซง)
Vous finissez (วู ฟิ-นิส-เซ)
Ils (Elles) finissent (อิล / แอล ฟิ-นิส)
3. กลุ่มที่ 3 คือคำกริยาอื่นๆที่ส่วนใหญ่แส้ว infinitif (คำกริยาที่ยังไม่ได้ผัน) ลงท้ายแตกต่างจากคำกริยาในกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2
โดยจะมี รูปแบบการผันที่หลากหลาย : être, avoir, prendre, faire, vouloir, mettre ...
ตัวอย่างการผันคำกริยากลุ่มที่ 3 : verbe : "être", "avoir", "prendre", "faire", "vouloir":
être
avoir
prendre
faire
vouloir
Je suis
J' ai
Je prends
Je fais
Je veux
Tu es
Tu as
Tu prends
Tu fais
Tu veux
Il/Elle/On est
Il/Elle/On a
Il/Elle/On prend
Il/Elle/On fait
Il/Elle/On veut
Nous sommes
Nous avons
Nous prenons
Nous faisons
Nous voulons
Vous êtes
Vous avez
Vous prenez
Vous faites
Vous voulez
Ils/Elles sont
Ils/Elles ont
Ils/Elles prennent
Ils/Elles font
Ils/Elles veulent
<คำกริยา "être" และ "avoir" เป็น คำกริยาในกลุ่มที่ 3 นอกจากจะเป็นกริยาแท้ แล้ว ยังเป็นกริยาช่วย (auxiliaires) ในการสร้างรูปอดีตกาล (temps composé ของ passé composé) อีกด้วย> * Je suis étudiant. (กริยาแท้)[ ฉันเป็นนักศึกษา] * Je suis arrivé en avance. (กริยาช่วย) [ฉันมาก่อนเวลา] * J'ai beaucoup de travail. (กริยาแท้) [ฉันมีงานมาก] * J'ai fini mes devoirs. (กริยาช่วย) [ฉันทำการบ้านเสร็จแล้ว]
กลอนสำหรับเด็กศิลป์จ้า
คณิตศาสตร์เอเน็ตปีห้าสอง เด็กศิลป์ลองมาสอบแทบใจหาย
พอเปิดมาหน้าแรกก็ตาลาย หน้าสุดท้ายยิ่งยากใหญ่ไม่อยากดู ปรนัยเค้าให้มายี่สิบห้าข้อ หนูละท้อทำไม่ได้ใจหดหู่เปิดด้านหลังอัตนัยได้แต่ดู ไม่เคยรู้วิธีทำสักข้อเลย โจทย์มันให้พิจารณาต่อไปนี้ ดูกี่ทีมันก็งงต้องนิ่งเฉยหันข้างข้างก็ทำกันไม่ได้เลย เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนทำไงดี เรื่องสับเซตสมการก็หลายข้อ ยังมีต่อเมทริกซ์อะไรนี่ดูข้อไหนหนูก็งงมากทุกที ไม่รอรีฝนมั่วอย่างว่องไว อีกสามเหลี่ยมส่วนเบี่ยงเบนสัมประสิทธิ์ ไม่เคยคิดหาคำตอบจากที่ไหนได้แต่ฝนแบบมั่วมั่วมาจากใจ ถึงทำไปก็นั่งงมเสียเวลา ยี่สิบห้าข้อแรกฝนมั่วหมด อนาคตจะอยู่ไหนละเธอจ๋าอยากจะลุ้นให้คะแนนนั้นออกมา เต็มเจ็ดห้าได้เท่าไรไม่ว่ากัน ตอนที่สองก็อีกยี่สิบห้า ไม่ได้กาเหมือนตอนแรกได้แต่ฝันโจทย์ทุกข้อโครตยากเหมือนเหมือนกัน คำตอบนั้นอย่าหวังจะหาเจอ ไม่มีช้อยให้ฝนมั่วเหมือนตอนแรก โครตจะแปลกได้แต่ทำหน้าเอ๋อเอ๋อถึงตอนนี้สมองหนูนั้นโครตเบลอ เปิดไปเจอแต่ตัวเลขน่าเศร้าใจ รวมทั้งหมดคะแนนเต็มตั้งหนึ่งร้อย ถูกเล็กน้อยสักยี่สิบไม่หวั่นไหวเพราะคะแนนคงไม่น้อยไปกว่าใคร คนทำได้ก็ต้องเทพเก่งจริงจริง แต่ปัญหาก็คือเวลาเหลือ โครตจะเบื่ออยากจะออกหาที่สิงมีเวลาสองชั่วโมงนั้นเยอะจริง หนูทิ้งดิ่งสิบนาทีเสร็จหมดเลย นั่งก็แล้วนอนก็แล้วอารมณ์เสีย แสนจะเพลียแอร์ก็หนาวต้องนิ่งเฉยพอเวลาใกล้จะหมดหนูยิ้มเลย เพื่อนๆเอยวิ่งออกห้องอย่างว่องไว
พอเปิดมาหน้าแรกก็ตาลาย หน้าสุดท้ายยิ่งยากใหญ่ไม่อยากดู ปรนัยเค้าให้มายี่สิบห้าข้อ หนูละท้อทำไม่ได้ใจหดหู่เปิดด้านหลังอัตนัยได้แต่ดู ไม่เคยรู้วิธีทำสักข้อเลย โจทย์มันให้พิจารณาต่อไปนี้ ดูกี่ทีมันก็งงต้องนิ่งเฉยหันข้างข้างก็ทำกันไม่ได้เลย เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนทำไงดี เรื่องสับเซตสมการก็หลายข้อ ยังมีต่อเมทริกซ์อะไรนี่ดูข้อไหนหนูก็งงมากทุกที ไม่รอรีฝนมั่วอย่างว่องไว อีกสามเหลี่ยมส่วนเบี่ยงเบนสัมประสิทธิ์ ไม่เคยคิดหาคำตอบจากที่ไหนได้แต่ฝนแบบมั่วมั่วมาจากใจ ถึงทำไปก็นั่งงมเสียเวลา ยี่สิบห้าข้อแรกฝนมั่วหมด อนาคตจะอยู่ไหนละเธอจ๋าอยากจะลุ้นให้คะแนนนั้นออกมา เต็มเจ็ดห้าได้เท่าไรไม่ว่ากัน ตอนที่สองก็อีกยี่สิบห้า ไม่ได้กาเหมือนตอนแรกได้แต่ฝันโจทย์ทุกข้อโครตยากเหมือนเหมือนกัน คำตอบนั้นอย่าหวังจะหาเจอ ไม่มีช้อยให้ฝนมั่วเหมือนตอนแรก โครตจะแปลกได้แต่ทำหน้าเอ๋อเอ๋อถึงตอนนี้สมองหนูนั้นโครตเบลอ เปิดไปเจอแต่ตัวเลขน่าเศร้าใจ รวมทั้งหมดคะแนนเต็มตั้งหนึ่งร้อย ถูกเล็กน้อยสักยี่สิบไม่หวั่นไหวเพราะคะแนนคงไม่น้อยไปกว่าใคร คนทำได้ก็ต้องเทพเก่งจริงจริง แต่ปัญหาก็คือเวลาเหลือ โครตจะเบื่ออยากจะออกหาที่สิงมีเวลาสองชั่วโมงนั้นเยอะจริง หนูทิ้งดิ่งสิบนาทีเสร็จหมดเลย นั่งก็แล้วนอนก็แล้วอารมณ์เสีย แสนจะเพลียแอร์ก็หนาวต้องนิ่งเฉยพอเวลาใกล้จะหมดหนูยิ้มเลย เพื่อนๆเอยวิ่งออกห้องอย่างว่องไว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)